แนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 2018

เรียกได้ว่าในปัจจุบันนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากนักธุรกิจ นักลงทุนและบุคคลทั่วไป นำมาซึ่งการติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพื่อใช้ประกอบความรู้และการดำเนินกิจการต่างๆ และต่อมาในปี 2018 ที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ยังอยู่ในความสนใจของคนเป็นจำนวนมากที่อยากจะรู้ถึงข้อมูลต่างๆ ใน 2018 ว่าเป็นอย่างไรบ้าง มีทิศทางที่ดีขึ้นหรือมีอะไรที่ต้องระวังตัวบ้าง จะได้เห็นสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นหรือเปล่า  แล้วอสังหาริมทรัพย์รูปแบบไหนจะได้ความนิยมบ้าง ฉะนั้นไปทำความเข้าใจและศึกษารายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้กัน

 แนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 2018

สถานการณ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 2018

สำหรับในปี 2018 ทางศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้ทำการประเมินสถานการณ์ของที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในปีนี้ และคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนมากกว่า 2.7 แสนยูนิต โดยคิดเป็นสัดส่วนของที่อยู่อาศัยแนวราบอยู่ที่ 55.8 เปอร์เซ็นต์ หรือ 1.57 แสนยูนิต คอนโดมิเนียมหรือห้องชุดอยู่ที่ 44.2 เปอร์เซ็นนต์ หรือ 1.22 แสนยูนิต โดยที่อยู่อาศัยที่จะอยู่ในตลอดอสังหาริมทรัพย์มากที่สุดก็คือ คอนโดมิเนียมหรือห้องชุด และรองลงมาคืน ทาวน์เฮ้าส์ ถัดมาเป็น บ้านเดี่ยว และที่เหลือคือ อาคารพาณิชย์และบ้านแฝด

 

สำหรับอัตราการดูดซับหรือสถานการณ์ด้านการขายของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2018 นี้จะไม่มีจำนวนหน่วยเข้ามาเพิ่มภายในตลอด โดยได้คาดการณ์โดยเฉลี่ยไว้ว่าจะใช้เวลา 15 เดือนจึงจะขายหมด โดยตลาดบ้านแนวราบจะมีอัตราการดูดซับอยู่ที่ 17 เดือน ตลาดห้องชุดหรือคอนโดมิเนียมจะมีอัตราการดูดซับอยู่ที่ 13 เดือน ส่วนการประเมินสถานการณ์ทางตลาดของที่อยู่อาศัยภายในเขตกระเทพมหานครและปริมณฑลในปี 2018 นี้จะมีจำนวนกว่า 1.5 แสนยูนิต ซึ่งจะเป็นสัดส่วนที่อยู่อาศัยแนวราบ 48.2 เปอร์เซ็นต์ คอนโดอยู่ที่ 51.8 เปอร์เซ็นต์ที่จะได้ความนิยมมากที่สุดในเขตกรุงเทพ รองลงเป็นทาวน์เฮ้าส์ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และอาคารพาณิชย์ตามลำดับ

 

เทรนด์การซื้อและรวมกิจการ

ในปีนี้คุณจะได้เห็นถึงเทรนด์ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่จะมีการซื้อและรวมกิจการขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปีนี้ โดยในหนึ่งบริษัทสามารถที่จะร่วมลงทุนกับนักลงทุนหลายกลุ่มได้ โดยเราจะได้เห็นการร่วมทุนระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น และมีการผสมผสานในหลายๆอย่างมากขึ้น โดยจะมีการประกาศความร่วมมือให้เห็นกันอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น สำหรับภาษีที่ดินของทางรัฐบาลนั้นก็จะมีการประกาศบังคับใช้ตามกรอบเวลาปกติตามที่เคยประกาศไว้ และในส่วนที่มีการกู้ไม่ผ่านนั้นก็จะมีการเจรจากับทางบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่จะช่วยรองรับผู้กู้ไม่ผ่านให้สามารถที่จะกู้เงินซื้อบ้านได้มากยิ่งขึ้น โดยเราจะสามารถเห็นตลาดขนาดเล็กและขนาดกลางเข้ามามีจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้นอีกด้วย

 

รายใหญ่ครองตลาด

อย่างที่กล่าวไว้ว่า ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมานี้ได้มีเทรนด์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่น่าจับตามองเกิดขึ้นคือ มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนกับนักลงทุนไทยมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงปัจจัยด้านอื่นๆที่ส่งผลให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ยังคงครองตลอดอย่างต่อเนื่องและสูงขึ้นในปี 2018 โดยทำเลที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือในส่วนที่เป็นรถไฟฟ้าพร้อมทั้งยังมีออกแบบให้ทันสมัยและมีดีไซน์ที่เล็กกะทัดรัดลงอีกด้วย โดยในปัจจุบันนี้ได้มีรายใหญ่ที่กำลังครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 12 รายแรกอีกทั้งยังมีเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากมีความพร้อมหลายๆด้านทั้งเรื่องภาพลักษณ์ แบรนด์ เงินทุน ความสามารถในการทำตลาด

แนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 2018 2

 

ตลาดคอนโดมิเนียม

ในส่วนตลอดคอนโดฯ ในปี 2018 นี้จะมีการเติบโตมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากมีรถไฟฟ้าสายๆต่าง ปัญหาการหดตัวเมื่อเกิดน้ำท่วม โดยคอนโดฯ สามารถที่จะขายได้อย่างต่อเนื่องแม้จะไม่มีอนุญาตก็ตาม แม้กระทั่งแบรนด์ขนาดเล็กหรือขนาดกลางก็สามารถที่จะเข้ามาทำตลาดได้ เรียกได้ว่าเป็นสัญญาณที่ดีอย่างมากโดยเราจะเห็นว่าในปัจจุบันนี้ได้มีการแบ่งส่วนตลาดที่ไม่จำกัดเฉพาะรายใหญ่เพียงอย่างเดียวแต่ยังมีรายเล็กรายใหญ่ร่วมกันไป แต่ทั้งนี้ก็ต้องทำความเข้าใจไว้ว่ารายใหญ่ได้ครองตลาดไปกว่า 70 เปอร์เซ็นต์แล้ว

 

นอกจากนี้ตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานคร ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องทำเลที่ตั้งเป็นหลักเนื่องจากมีการพัฒนาและปรับปรุงมากยิ่งขึ้น จึงทำให้ราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้น ทำให้มีการพัฒนายูนิตให้เล็กลงเนื่องต้นทุนที่แพง แต่ก็อยู่ในราคาที่ลูกค้ารับได้ โดยจะตกอยู่ที่ยูนิตละ 2-4 ล้านบาท เรียกได้ว่าปีนี้ถึงแม้ราคาที่ดินจะสูงขึ้นแต่ก็สามารถขายคอนโดได้ในราคาที่มากยิ่งขึ้น

 

และสิ่งที่กำลังมาแรงต่อจากธุรกิจคอนโดมิเนียมเลยก็คือทาวน์เฮ้าส์ที่จะสามารถเข้ามาตอบโจทย์มนุษย์เงินเดือนได้มากยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องของทำเลที่ตั้ง ความสะดวก และตัวเลือกอื่นๆที่ได้มีพัฒนาให้น่าซื้อขายและเป็นที่ถูกใจของคนยุคใหม่มากยิ่งขึ้น เราจะได้เห็นการพัฒนาทาวน์เฮ้าส์ให้ดูสวยโดดเด่นไม่แพ้บ้านเดี่ยวเลยทีเดียว

 

 

และนี่ก็เป็นแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัยพ์ 2018 ที่จะช่วยทำให้คุณได้ทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2018 นี้ไปต่อยอดกับการลงทุนและทำธุรกิจพร้อมทั้งหาช่องทางในการเติบโต

IELTS การสอบวัดผลภาษาอังกฤษที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก

สอบ ielts

IELTS เป็นระบบการสอบวัดผลภาษาอังกฤษที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก มีการจัดสอบกว่า 140 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย ในทุกๆ ปี มีผู้เข้าสอบจำนวนมาก แต่เชื่อหรือไม่ว่า หลายคนเตรียมตัวสอบ IELTS เป็นเวลานาน แต่ก็ยังไม่สามารถทำคะแนนได้ดีพอ คะแนนไใม่ผ่านเกณฑ์ที่ต้องใช้ ในการขอวีซ่า สมัครงาน หรือสมัครเรียน

สอบ ielts

การสอบ IELTS อาจจะยากจริง แต่การสอบก็คือการสอบ ทุกการสอบล้วนมีเทคนิค จึงมีหลักสูตรติวเพื่อสอบ IELTS มากมาย และเป็นที่นิยมมาก เพราะจะช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบ IELTS ครบทุกทักษะ ได้แก่ การฟัง การพูด การอ่านและการเขียน เนื่องจาก การสอบ IELTS เป็นการสอบวัดผลภาษาอังกฤษระดับสูง การศึกษาเรียนรู้ด้วยตัวเองอาจไม่เพียงพอ สำหรับเตรียมตัวสอบ เพราะขาดประสบการณ์ เทคนิค และอื่นๆ

ดังนั้นผู้สอบที่ภาษาอังกฤษยังไม่แน่นพอ ควรเลือกเข้าเรียนคอร์สสอบ IELTS เพิ่มเติม และควรเลือกเรียนกับสถาบันที่ชำนาญ การสอบโดยเฉพาะ  สำหรับสถาบันที่จัดการสอบ IELTS ในเมืองไทย ได้แก่ สถาบันสอบ IELTS IDP

https://www.ielts.idp.co.th/

เทคนิคการสั่งซื้อของผ่านทางออนไลน์แบบง่าย ๆ ไม่โดนหลอก

เทคนิคการสั่งซื้อของผ่านทางออนไลน์แบบง่าย ๆ ไม่โดนหลอก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้นอย่างเช่นในปัจจุบัน จนส่งผลให้ทุกอย่างในการใช้ชีวิตรอบตัวล้วนแล้วแต่ต้องการความรวดเร็วในการใช้ชีวิตแทบทั้งสิ้น และเพราะเหตุนี้เองจึงทำให้ร้านค้าต่าง ๆ จึงได้นำสินค้าและบริการของตัวเองไปไว้บนโลกออนไลน์เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงและซื้อขายสินค้าได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว เพื่อให้กลุ่มลูกค้าทั้งหลายสามารถเข้าถึงตัวสินค้าและเลือกซื้อ สรรหามาจับจ่ายใช้สอยกันได้จากทุกที่ทุกเวลา

 

ถึงแม้ว่าการซื้อขายสินค้าบนโลกออนไลน์จะเป็นการซื้อขายสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และเป็นช่องทางการซื้อขายที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกคนแบบง่าย ๆ แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งการซื้อขายบนโลกออนไลน์ก็เปรียบเสมือนดาบสองคม หากผู้ซื้อไม่รู้เท่าทัน หรือไม่ได้สืบเสาะแสวงหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ ก็อาจโดนหลอกให้ซื้อสินค้าที่ไม่มีประสิทธิภาพได้  และสำหรับใครก็ตามที่อยากซื้อของออนไลน์ หรือซื้อของมาแล้วแต่ได้ไม่ตรงกับความต้องการ เลยอยากหาแนวทางในการเฝ้าระวังว่าทำอย่างไร วันนี้บทความของเราได้ทำการรวบรวมแนวทางสังเกตุง่าย ๆ หากไม่อยากโดนหลอกเมื่อซื้อของผ่านออนไลน์มาบอกกัน ดังต่อไปนี้

  • ตรวจชอบชื่อ เบอร์โทร หรือแหล่งที่มา ถึงประวัติในการขายสินค้า หรือบริการเพื่อให้มั่นใจได้ว่าไม่มีประวัติในการหลอกลวงผู้อื่นมาก่อน
  • ตรวจสอบสถานะการขายสินค้าว่าเป็นผู้ขายจริงหรือไม่ด้วยการทดลองสอบถามเกี่ยวกับสินค้าผ่านช่องทางที่เปิดให้สอบถามได้ เพื่อดูว่ามีการขายสินค้าจริงหรือไม่
  • ตรวจสอบกับผู้ที่เคยซื้อว่าได้รับสินค้าหรือไม่ แล้วสินค้าที่ได้รับมามีคุณภาพมากน้อยเพียงใด
  • อย่าตัดสินใจซื้อของเพราะเป็นของราคาถูก หรือลดราคาแบบพิเศษมากเกินไปเพราะในบางครั้งของราคาถูกอาจไม่ได้ตรงตามมาตรฐานและมีโอกาสโดยหลอกสูงมาก
  • อย่าตัดสินใจสั่งซื้อของทีเดียวมาก ๆ แต่ให้ลองซื้อจำนวนที่น้อย ๆ ก่อนเพื่อให้มั่นใจได้ว่าได้ของตามที่สั่งจริง
  • ตรวจสอบช่องทางการจ่ายเงินว่าเป็นการชำระผ่านช่องทางใด ทางที่ดีควรเลือกซื้อกับเจ้าของสินค้าที่มีการซื้อขายผ่านธนาคาร หรือช่องทางที่น่าเชื่อถือได้

เช็คด่วน เกาะกระแส 4 เทรนด์อสังหาฯ ปี 2018

การลงทุนด้านอสังหาฯ กับปัจจัยต่างๆในการเลือกซื้อ

ข่าวคราวด้านอสังหาริมทรัพย์นั้นเรียกได้ว่ามีกระแสที่เปลี่ยนไปตลอดเวลาในแต่ละปี โดยเทรนด์ส่วนใหญ่ที่เป็นที่นิยมมักขึ้นอยู่กับแนวทางไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ลองมาเช็คเทรนด์อสังหาริมทรัพย์มาแรงประจำปี 2018 กันดีกว่าครับว่าในปีหน้าทั้งบ้าน ที่ดิน คอนโดมิเนียม อพาร์ทเม้น รวมถึงสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ จะมีการปรับทิศทางไปอย่างไรบ้าง

1.เน้นความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน

ปัจจัยหลักที่ทำให้หลายฝ่ายหันมาให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในบ้านและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ก็คือการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สูงอายุช่วงวัย 65 ปีขึ้นไป และปัจจัยเรื่องสุขภาพของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ โดยอาคารบ้านเรือนและอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ในอนาคตจะเน้นการใช้งานวัสดุที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ มีความปลอดภัยในการใช้งาน และเพิ่มเทคโนโลยีอำนวยความปลอดภัย เช่น เซนเซอร์อัจฉริยะช่วยป้องกันการเสียหลักลื่นล้ม รวมไปถึงฟังก์ชั่นพื้นกันลื่นเป็นต้น ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวยังมีความสามารถที่รองรับกับระบบสาธารณสุขอีกด้วย

2.โฮมออฟฟิศแบบสมาร์ทฟังก์ชั่น

ปัจจุบันธุรกิจ Start-up เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมหาศาล นอกจากนี้หนุ่มสายรุ่นใหม่ยังมีความรักอิสระและมีแนวคิดสร้างสรรค์ในการเป็นผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างธุรกิจของตัวเอง ทำให้การจัดสรรพื้นที่บ้านให้กลายเป็นโฮมออฟฟิศกลายเป็นเทรนด์หลักของกระแสอสังหาริมทรัพย์ในช่วงปี 2017 และยังคงลากยาวไปถึงปี 2018 ไม่ว่าจะเป็นการจัดพื้นที่เป็นสัดส่วน แบ่งโซนทำงานและโซนพักผ่อน รวมไปถึงการเลือกใช้งานพื้นที่ครบทุกฟังก์ชั่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด

3.บ้านขนาดเล็กแต่ครบครันทุกความต้องการ

กระแสอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตจะเน้นกลุ่มผู้ซื้อที่อาศัยอยู่ตัวคนเดียวมากขึ้น เช่น กลุ่มคนโสด บ้านจะลดขนาดลงให้เหลือขนาดที่เพียงพอต่อความต้องการในการอาศัยอยู่คนเดียว มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น แต่ครบครันทุกความต้องการรวมถึงระบบรักษาความปลอดภัย

4.กลุ่มผู้ลงทุนรายใหญ่หรือเศรษฐี

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์จะยังคงได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้ลงทุนรายใหญ่ต่างๆ โดยการเลือกซื้อที่ดินหรือบ้านทำเลทองเพื่อเก็งกำไรในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปไปเป็นบ้านพัก บ้านเช่า หรือคอนโดมิเนียม การลงทุนต่างๆ เหล่านี้ก็ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2018 ครับ

และนี่ก็คือเทรนด์อสังหาริมทรัพย์ที่จะมาแรงในปี 2018 มีทั้งเทรนด์เก่าที่ยังคงกระแสแรงอย่างต่อเนื่อง และเทรนด์ใหม่ที่เพิ่มขึ้นจากแนวโน้มและปัจจัยด้านต่างๆ ของคนเมือง โดยเฉพาะการผสมผสานเทคโนโลยีแบบสมาร์ทไลฟ์ สมาร์ทโฮมเข้าด้วยกัน ส่วนใครที่สนใจข้อมูลของเทรนด์อสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ก็สามารถไปค้นคว้าเพิ่มเติมหรือติดตามบทความต่อๆ ไปของเราได้นะครับ

TOEIC IELTS TOEFL ต่างกันอย่างไร?

TOEIC IELTS TOELF ล้วนแล้วแต่เป็นการทดสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษซึ่งมีระดับความยากง่ายรวมถึงวัตถุประสงค์การนำไปใช้แตกต่างกัน พวกเราส่วนใหญ่คงคุ้นเคยกับ TOEIC เป็นอย่างดีเพราะเป็นผลสอบที่ถูกนำมาใช้ในการยื่นควบคู่ไปกับประวัติส่วนตัวในการสมัครงานในตำแหน่งที่อยู่ในสายงานด้านการบิน การค้าระหว่างประเทศ การท่องเที่ยว การโรงแรมรวมถึงบริษัทข้ามชาติ แต่ IELTS และ TOEFL ล่ะ?

Cr. Freepik.com

                TOEIC ย่อมาจาก Test of English for International Communication เป็นการทดสอบความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษที่เน้นการฟังและการอ่านเป็นหลักโดยแบ่งการสอบเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นการทดสอบฟังและส่วนที่สองเป็นการทดสอบการอ่าน มีข้อสอบทั้งสิ้น 200 ข้อ รวม 990 คะแนน มีเวลาทำข้อสอบ 2 ชั่วโมง โดยสายการบินส่วนใหญ่ระบุไว้ว่าผู้สมัครงานกับสายการบินต้องมีผลสอบ TOEIC ไม่ต่ำกว่า 550 คะแนนถือว่าผ่านเกณฑ์หรือบางสาย 500 คะแนนก็สามารถสมัครได้แล้ว แต่ยิ่งได้ผลสอบเยอะยิ่งดีเพราะเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับบริษัทให้ตัดสินใจรับคุณเข้าทำงานมากขึ้น

TOEFL ย่อมาจาก Test of English as a Foreign Language หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า โทเฟล หรือ โทเฟิล เป็นแบบทดสอบความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษสำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาประจำชาติ โดยการทดสอบ TOEFL นี้จะมีการทดสอบทักษะ 4 ด้าน ได้แก่ ทักษะการฟัง การพูด การอ่านและการเขียน โดยแต่ละส่วนจะมีคะแนนให้ 30 คะแนนรวมเป็น 120 คะแนน โดยผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในอเมริกาต้องใช้ผลคะแนน TOEFL นี้ประกอบกับใบสมัครซึ่งผลคะแนนก็เป็นไปตามที่สถานศึกษากำหนดแต่โดยทั่วไปแล้วหากได้มากว่า 79/120 ก็ถือว่าผ่านเกณฑ์

Cr. Freepik.com

                IELTS ย่อมาจาก International English Language Testing System นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า ไอเอลส์ การทดสอบจะแบ่งเป็นสี่ส่วนเหมือนกับ TOEFL ได้แก่ การฟัง การพูด การอ่านและการเขียน ซึ่งผลคะแนนจะถูกจัดลำดับออกเป็น 9 ระดับ ระดับที่1 คือไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เลยและระดับที่ 9 คือสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างดีเลิศ ส่วนระดับที่ถือว่าใช้ได้ผ่านเกณฑ์ก็คือ 5.5 หรือ 6.5 ขึ้นไป ซึ่งผลการสอบ IELTS จะนำไปใช้สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในประเทศฝั่งยุโรป อย่าง อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส นอกจากนี้บางบริษัทข้ามชาติที่มาจากประเทศฝั่งยุโรปอาจถามหาผลสอบ IELTS ด้วยเช่นกัน แต่ในปัจจุบันมหาวิทยาลับส่วนใหญ่ในอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์หรือแคนาดา ก็ยอมรับผลสอบ TOEFL ในการพิจารณารับสมัครแล้ว

Cr. Freepik.com

                การสอบเหล่านี้เป็นการสอบมาตราฐานที่ช่วยยืนยันกับสถานศึกษาหรือบริษัทที่กำลังจะรับคุณเข้าทำงานว่าคุณสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี ดังนั้นหากคุณกำลังมีแผนที่จะศึกษาต่อหรือย้ายงานไปยังตำแหน่งที่สูงกว่าเดินหรือเปลี่ยนที่ทำงานแล้วล่ะก็ การเตรียมตัวสอบ TOEIC TOEFL ILETS จะช่วยเพิ่มโอกาสที่ดีให้กับคุณแน่นอน ที่สำคัญ TOEFL และ IELTS ค่าสอบแพงกว่า TOEIC หลายเท่าตัวเลยทีเดียวถ้าไม่มั่นใจไม่แนะนำให้ไปลอง

นวัตกรรมเทคโนโลยี ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ในโลกยุคดิจิตอลเทคโนโลยีเข้าแทรกซึมและยังประโยชน์ในทุก ๆ วงการไม่เว้นแม้แต่วงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีเทคโนโลยีหลายอย่างที่ทำให้การดำเนินการในด้านอสังหาริมทรัพย์พัฒนาและทันสมัยขึ้นมาก เป็นอีกข้อมูลหนึ่งที่น่ารู้น่าศึกษา และเทคโนโลยีบางอย่างยังมีประโยชน์ต่อคนทั่วไปไม่เฉพาะกับวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วย มาตามเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ทันแล้วคุณอาจจะต้องทึ่งกับนวัตกรรมที่มนุษย์สร้างขึ้น

 

1 Gis (Geographic information system)

นับเป็นเครื่องมือหนึ่ง เป็นเทคโนโลยีที่นำมาใช้สำหรับค้นหาที่ดิน ด้วยการนำข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ของพื้นที่ต่าง ๆ มาประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อวิเคราะห์สภาพท้องถิ่น สภาพของภูมิศาสตร์ ตำแหน่งบ้านเลขที่ ตำแหน่งที่ตั้งต่าง ๆลักษณะของผังเมือง ทำให้สะดวกในการหาทำเลที่เหมาะสมและวิเคราะห์ทำเลต่าง ๆ ในเชิงอันเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการเสาะหาพื้นที่ลงทุนได้อย่างแม่นยำ วิเคราะห์กลุ่มลูกค้าและความเหมาะสมในการสร้างสิ่งก่อสร้างในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างสอดคล้องกับบริบทแวดล้อม โดยลดต้นทุนการสำรวจที่ยุ่งยากเดิม ๆ ได้อย่างมาก

 

2 แอพลิเคชั่นวัดระยะที่ดิน

ช่วยให้การวัดระยะที่ดินเป็นไปอย่างถูกต้องตามข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงในเบื้องต้นทั้งก่อนลงสำรวจทำการรังวัดจริงและตรวจสอบหลังการรังวัดที่ดินจริง ทำให้เกิดความแม่นยำขึ้น ช่วยย่นระยะเวลา ประหยัดแรงงานคนในการลงภาคสนาม ขับเคลื่อนธุรกิจอสังหาให้คล่องตัวในกระบวนการและขั้นตอนที่ยุ่งยากให้ง่ายลง

 

3 แอพพลิเคชั่นช่วยวางผังเขียนแบบก่อสร้าง การประเมินราคาก่อสร้าง

ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยในรูปแบบของภาพสามมิติ ทำให้เกิดการสร้างมุมมองแบบสมจริงมากขึ้นเพื่อนำไปใช้กับการออกแบบโครงสร้างวิศวกรรมก่อสร้างรวมไปถึงการคำนวนประเมินราคาวัสดุก่อสร้างได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วมากขึ้น

 

4 แอพลิเคชั่น มองที่ดินจากมุมมองสูง

ทำให้ทราบถึงตำแหน่งมุมมองซึ่งแม้แต่กลุ่มลูกค้าผู้สนใจในอสังหาเหล่านั้นก็สามารถสำรวจเบื้องต้นก่อน และได้ข้อมูลเพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจในเบื้องต้นได้ ทำให้ไม่เสียเวลาทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ได้กลุ่มลูกค้าที่สนใจซื้อจริงและเป็นประโยชน์โดยตรงต่อธุรกิจ

 

นอกจากเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่องกับวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรงแล้ว ยังมีเทคโนโลยีที่ประมวลผลข้อมูลช่วยในการดำเนินธุรกิจอสังหาได้ทางอ้อมอีก เช่นการประเมินจากข้อมูลฐานลูกค้า จากสถิติที่เก็บไว้ในพื้นที่ต่าง ๆ ตามกลุ่มคนประเภทและเจนเนอเรชั่นต่าง ๆ ทว่าแม้ว่านวัตกรรมเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาและช่วยในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้มากก็จริง แต่ก็มีข้อที่ควรระวังในการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้อยู่ด้วยเช่นกัน นั่นก็คือการระมัดระวังไม่ให้ข้อมูลสำคัญบางส่วนที่เกี่ยวเนื่องมีผลต่อธุรกิจโดยตรงรั่วไหลไป จากการขโมยแฮ็กข้อมูลซึ่งเป็นข้อมูลออนไลน์ในโลกของคอมพิวเตอร์ด้วย

ตามให้ทันกับ 5 เทคโนโลยีใหม่ที่คนปี 2017 ต้องรู้

โลกยุคนี้วิ่งไปเร็วมาก เผลอกะพริบตานิดเดียวอาจทำให้กลายเป็นคนตกยุค โลว์ เทคโนโลยีกันไปได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในยุคปี 2017 เพราะมีเทคโนโลยีที่มาช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ทันสมัยสะดวกและทำอะไรหลาย ๆ อย่างได้มากขึ้น กับเทรนเทคโนโลยีที่ถ้าไม่อยากเชยแล้วละก็ ต้องมา Up date กันสักหน่อย กับ 5 เทคโนโลยีที่ใหม่ล้ำ

 

1 ชีวิตอยู่ง่ายด้วย LOT หรือ เรียกว่า Internet of thing

ทุกอย่างถูกดูดเข้าไปอยู่ในโลกอินเตอร์เนตเสียหมด ทุกอย่างกลายเป็นของที่เทคโนโลยีทำให้เกิดอัจฉริยะและสามารถดำเนินกระบวนการต่าง ๆ ไปได้เองแบบสมองกลกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Smart home  , Smart bilding ,Smart car Smart city หน้าที่ของผู้บริโภคและคนทำงานอย่างเรา ๆ ก็คือเรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นให้เข้าและเท่าทันกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป

 

2 เรื่องเงินเป็นเรื่องจิ๊บ ๆ กับ Prompt pay

อาจจะได้มีการลองใช้กันแบบชิมรางกันมาก่อนหน้านี้แล้วกับการทำธุรกรรมทางการเงินบนมือถือ แต่มาในนาทีนี้การใช้งานแบบ Promptpay ได้รับการรองรับระบบและเทคโนโลยีที่สมบูรณ์แล้วสำหรับบ้านเรา และกำลังจะก้าวเข้าสู่การใช้เลขบัตรประชาชนแทนเลขบัญชีธนาคาร การทำธุรกิจออนไลน์จะยิ่งบูมมากยิ่งขึ้นในภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรา เห็นได้จากการที่ อาลีบาบา ได้มาซื้อกิจการธุรกิจ ลาซาด้า ที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคนี้

 

3 มาทำงานกันแบบใช้นิ้วกับ Mobility กันเถอะ

คนทำงานที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ทำงานและส่งผ่านข้อมูลกันง่าย ๆ ผ่านมือถือจนแทบไม่ต้องพึ่งพาเอกสารกระดาษ สื่อสารประชุมทำงานกันได้ตลอดเวลาไม่จำกัดสถานที่กับ Google share drive , Office 365, Google dos

 

4 มาเข้าสู่โลกเสมือนที่จับต้องได้กับ Ar,Vr,360

สนุกกับการพักผ่อนในโลกเสมือนด้วยเกมแบบครบมิติสมจริงกับเจ้าแว่นและอุปกรณ์ VR Head set ชุดนานาชนิด ที่ทำให้คุณหลุดเข้าไปในโลกจิตนาการกับ Playstation VR จาก Day Dream (Google) เป็นของเล่นใหม่ ๆ ที่จะทำให้การเล่มเกมในคอมพิวเตอร์แบบเดิม ๆ ตกยุคไป

 

5 เดินทางกันสะดวกไม่ต้องโบกรถกับ Digital Transformation

เริ่มฮิตกันมากมายกับการเดินทางคมนาคมทั้งระยะใกล้จากจุดหนึ่งไปอีกจุดในกรุงเทพและในประเทศไทย หรือจะเป็นระยะไกลไปต่างประเทศกับ เทคโนโลยีที่ผนวกเข้ากับการสื่อสารอย่าง Agoda , Uber ,Netflix, ที่จะทำให้การเดินทางเป็นเรื่องง่ายกันไป

 

แล้วใครจะยอมเชยตกยุคใช้ระบบเก่า ๆ กันอยู่ เรียนรู้และวิ่งให้ทันโลกโหลดแอพลิเคชั่น ใช้บริการและ ซื้อหาเทคโนโลยีที่ช่วยตอบโจทย์ชีวิตให้สบายและง่ายขึ้นกันได้เลย

เคล็ดลับสร้างคอนเท้นท์ให้แบรนด์โดดเด่น

ในชั่วโมงนี้ไม่มีการทำ Marketing ไหนที่มาแรงเท่ากับการทำคอนเท้นท์ ไม่ว่าแบรนด์เล็กแบรนด์ใหญ่ต่างก็ให้ความสำคัญกับการทำคอนเท้นท์มาเป็นอันดับต้น ๆ เคล็ดลับที่จะทำให้คอนเท้นท์ของคุณดึงให้แบรนด์โดดเด่นกว่าใครก็คือ

 

1 สร้างคอนเท้นท์ที่กลุ่มลูกค้ามีส่วนร่วม

แน่นอนว่าเมื่อมีกิจกรรมที่เกิดขึ้นจากคอนเท้นท์ย่อมสร้าง Re-action จากกลุ่มผู้รับข้อมูลของคุณได้อย่างดี เกิดความรู้สึกสดใหม่ตื่นเต้นมีความเคลื่อนไหว กลายเป็นคอนเท้นท์ที่ดึงดูดและสร้างแรงเหวี่ยงให้กับแบรนด์ของคุณได้เต็มที่ เป็นเหมือนพลุที่แตกตัวกระจายเห็นกันได้ทั่วและกว้าง

 

2 สร้างคอนเท้นท์ที่ใช้เน็ตไอดอลหรือกูรู

การใช้เนตไอดอล กูรู หรือแม้แต่คนในแวดวงที่มีผู้รู้จักกันกว้างขวางคือแรงดึงดูดชั้นดีที่จะทำให้คอนเท้นท์นั้นประสบความสำเร็จและทำใหแบรนด์ได้รับความสนใจในวงกว้าง การนำกูรูหรือเน็ตไอดอลมาเป็นตัวดำเนินเรื่องในคอนเท้นท์ก็เท่ากับการทำคอนเท้นท์ให้คนทั่วไปและแฟนคลับผู้ติดตามอีกหลายแสนหลายหมื่นของคน ๆ นั้นได้รู้จักและรับรู้ในแบรนด์และความเป็นไปของเราด้วย เป็นคอนเท้นท์ที่ได้ผลและเป็นกลยุทธทางการตลาดที่แม้แต่แบรนด์ใหญ่ ๆ ก็นำมาใช้กัน

 

3 เจาะคอนเท้นท์ไปที่ความสนใจ

การทำคอนเท้นท์และการเจาะกลุ่มลูกค้าให้เข้าถึงแบรนด์ด้วยการเจาะเข้าไปในสิ่งที่กลุ่มลูกค้าสนใจ พูดถึงสิ่งที่พวกเขาชอบและเป็นไลฟ์สไตล์ของเขา เป็นอีกวิธีที่ทำให้คอนเท้นท์ได้ผลกลับมามหาศาลและยังเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักโดยตรงด้วย เปรียบกับการยิงกระสุนแบบเล็งเป้าที่แม่นยำ

 

4 กุมข้อมูลให้อยู่

การมีข้อมูลดี ๆ อยู่ในมือและใช้ให้เป็นประโยชน์คือขุมสมบัติในการสร้างคอนเท้นท์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคือเครื่องมือหลักที่จะทำให้คอนเท้นท์มีทิศทางและเป็นคำตอบของการสร้างแบรนด์ให้ยั่งยืนและสำเร็จได้

 

5 สร้างคอนเท้นท์ที่กระตุ้นยอดขาย

สุดท้ายของเคล็ดลับก็คือ คอนเท้นท์ต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นต้องมุ่งไปสู่การทำยอดขายที่ดี คอนเท้นท์บางคอนเท้นท์ ดี บูม และได้ผลในด้านความสนใจและเป็นที่รู้จัก มีกลุ่มคนเข้ามามากมายมีการตอบสนองคอนเท้นท์ ถูกกล่าวขวัญถึงในวงกว้างและดูเหมือนจะดีแต่กลับไม่ได้กระตุ้นยอดขายเท่าที่ควร ซึ่งสิ่งนี้ได้บอกเราว่าถึงคอนเท้นท์จะดีน่าสนใจแต่ถ้าไม่กระตุ้นยอดขายอย่างน่าพอใจก็เหมือนการเอาน้ำไปรถต้นไม้ขณะที่ฝนตก คุณจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยแต่กลับเสียเวลาและสิ้นเปลืองพลังงาน

 

ปรับเปลี่ยนคอนเท้นท์ของคุณเพื่อกระตุ้นยอดขายและเพื่อแบรนด์ของคุณ ด้วยการวิเคราะห์ว่าเคล็บลับ 5 ประการนี้มีอยู่ในคอนเท้นท์ของคุณหรือยัง