ปัจจัยด้านราคาของที่ดินในแต่ละพื้นที่

ที่ดิน นั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากเลยก็ว่าได้ โดยทุกวันนี้ จากที่คาดการเอาไว้ ที่ดิน ยิ่งเป็นที่ดินทำเลทองแล้วล่ะ มีแนวโน้วที่ราคาจะ ดีด ตัวสูงได้อีกด้วย ซึ่งเรียกได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีกฏตายตัว ขึ้นอยู่กับ demand และ supply ที่ผ่านมา ที่ดินราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ จากการขยายตัวของประชากร ยุค babyboom และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เราเริ่มมีการแยกบ้านออกมาเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ปัจจุบัน อัตราการเกิดลดลง.. อนาคตจึงยังไม่แน่นอนว่าราคาจะสูงขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่ ไหนจะเรื่องการมาของภาษีที่ดินอีก ไม่เสมอไปครับ แต่โดยส่วนใหญ่เท่าที่เห็น มักเป็นเช่นนั้น มุมมองของผม  จำนวนคนมีเยอะขึ้น แต่ที่ดิน ไม่ได้งอกตาม  บางครอบครัว มีที่ดิน 2-3 ไร่  แต่พอมีลุก ก็แบ่งให้ลุกๆ ลุกมีหลานย ก็แบ่งให้หลาน ที่เลยเหลือน้อยลง  ก็มีความจำเป็นต้องหาเพิ่ม และในบางทำเล ที่เป็นทำเลดีๆ บางครั้ง ลงทุนตั้งกิจการดีๆ สามารถทำกำไรได้เยอเลยนะครับ (แถวบ้านผม พอมหาวิทยาลัย ย้าย จากในเมืองไปอยู่นอกเมือง  ราคาที่ดินแพงขึ้น เพราะ มีคนไปลงทุทำหอพัก  หรือแม้กระทั่งอาคารพานิชย์ไว้ขายของครับ) แต่บางที่ ก็ไม่ได้ขึ้นเยอะ  อาจจะราคาแทบไม่ต่างจาก 4-5 ปีก่อน ก็มีครับ ถ้าเป็นบริเวณที่ไม่ได้ มีใครมาลงทุนแถวนั้น

ปัจจัยด้านราคาของที่ดินในแต่ละพื้นที่

เรียกได้ว่า ถ้าในเมืองไทยก็จริง ราคที่ดินเฉลี่ยแล้วสูงขึ้นเรื่อยๆ แปลว่าบางที่จะขึ้นพรวดพราด บางที่จะขึ้นนิดหน่อยรวมถึงราคาตกก็มีครับ มูลค่าที่ดินเพิ่มได้หลายอย่าง มักจะมาจากสาธารณูปโภคที่พัฒนาขึ้น อย่างมีการตัดนนขนาดใหญ่ทำให้เข้าถึงง่ายขึ้น มีรถไฟฟ้าผ่าน ตามต่างจังหวัด มีคลองชลประทาน มีถนนราดยาง มีน้ำไฟเข้าถึง ราคาก็เพิ่มแล้วครับ รวมถึงมีมหาวิทยาลัย มีห้างสรรพสินค้า ก็ทำให้ราคาที่แถวนั้นเพิ่มได้ การพัฒนาสาธาณูปโภคจะทำให้คนเข้ามาอยู่หรือผ่านมากขึ้น เพราะมันเดินทางง่าย ที่มีคนบอกว่าเพราะมีคนมาอยู่มากขึ้นก็เพราะสาธารณูปโภคเนี่ยแหละ ราคาที่ดินลงก็มีได้ เช่น มีเตาเผาขยะมาตั้งใกล้ๆ มีนโยบายเก็บภาษีที่ดิน เศรษฐกิจชะลอตัวลง หรือนโยบายผังเมืองที่ทำให้ใช้ประโยชน์ได้น้อยลงก็ทำให้ราคาที่ดินตกได้ครับ(อย่างเช่น มีการปรับผังสีทำให้ขึ้นตึกสูง ขึ้นคอนโดไม่ได้ หรือโดนให้เป็นที่รับน้ำ ราคาก็จะลดลงเพราะที่ดินมันเอาไปทำประโยชน์อะไรไม่ได้)

ที่ดินผลิตเพิ่มไม่ได้แต่ความต้องการที่ดินมีลดนะ และ บางครั้งการเปลี่ยน สภาพแวดล้อมก็มี ผลต่อราคาที่ดิน เช่น การย้ายแหล่งธุรกิจที่หล่อเลี้ยงพื้นที่ หรือ การกลายเป็นแหล่งเสื่อมโทรม หรือการย้ายเข้าของ อุตสาหกรรม ที่ไม่พึงประสงค์ อย่างบ้าน บางทำเลนี่ ราคาไม่เปลี่ยนเลยนะ ตั้งแต่ วิกฤตเศรษฐกิจ

ฟังก์ชั่นของนาฬิกาสำหรับออกกำลังกาย

ในปัจจุบันคนยุคใหม่หันมาใส่ใจสุขภาพและการออกกำลังกายมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีการเทคโนโลยีใหม่ๆที่มาเป็นตัวช่วยในการออกกำลังกาย การสร้างเป้าหมายและเพิ่มแรงจูงใจที่สามารถใช้งานได้จริงและมีประสิทธิภาพสูง และ Gadget ที่เรียกได้ว่าเป็นเทรนด์สุขภาพที่กำลังมาแรงอย่างมากเลยก็คือ นาฬิกาสำหรับออกกำลังกาย หรือ นาฬิกาเพื่อสุขภาพ ที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพได้เป็นอย่างดี มีแรงฮึด มีแรงจูงใจอยากที่จะไปฟิตเนส ไปวิ่ง ไปยืดเส้นยืดสายหรือออกกำลังกายทุกวัน ว่าแล้วเราไปดูฟังก์ชั่นของนาฬิกาสำหรับออกกำลังกาย   เพื่อที่จะเป็นแนวทางในการเลือกซื้อและตัดสินใจหาซื้อมาใส่เรือนกัน

1.ติดตามการเผาผลาญแคลอรี่ในชีวิตประจำวัน

เรียกได้ว่าเป็นจุดเด่นของนาฬิกาสำหรับออกกำลังกายเลยทีเดียว เพราะสามารถที่จะติดตามการเผาผลาญแคลอรี่ของคุณในแต่ละวันได้ ทั้งการออกกำลังกาย การเดิน การขึ้นบันได เป็นต้น

 2. รู้ระดับความหนักเบาในการออกกำลังกาย

นาฬิกาสำหรับออกกำลังกายสามารถที่จะแบ่งโซนชีพจรออกมาเพื่อทำให้ผู้สวมใส่ได้เข้าใจและเห็นถึงระดับหนักเบาในการออกกำลังกายแต่ละรูปแบบ เพื่อที่จะนำไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น

3. บันทึกเส้นทางในการออกกำลังกาย

นาฬิกาออกกำลังกายจะมี GPS สำหรับบันทึกเส้นทางและสถิติในออกกำลังกายให้คุณสามารถกลับมาดูย้อนหลังได้ตามต้องการ นอกจากนี้คุณยังสามารถที่จะกำหนดโปรแกรมเกี่ยวกับเส้นทางก่อนการออกกำลังกายเพื่อที่จะทำให้วิ่งตามเป้าหมายได้ตรงจุดและป้องกันการพลัดหลงได้อีกด้วย

 4. สถิติการออกกำลังกาย

นาฬิกาอัจฉริยะนี้สามารถที่จะกระตุ้นตัวคุณได้ด้วยสถิติในการออกกำลังกาย ที่มีการบันทึกจำนวนก้าว ระยะทางในการวิ่ง เวลาในการออกกำลังกาย แคลอรี่ที่เผาผลาญไป รวมถึงสถิติเฉพาะกีฬา เช่น การว่ายน้ำ การวิ่ง ปั่นจักรยาน ตีกอล์ฟ เป็นต้น เพื่อที่จะทำให้คุณสามารถรู้ข้อมูลและศักยภาพในการออกกำลังกายของตนเอง ได้เห็นพัฒนาการในการออกกำลังกาย เสมือนมีโค้ชส่วนตัวที่คอยแจ้งเตือนตัวเราในแต่ละวัน

5. เชื่อมต่อทุกช่วงเวลา

นาฬิกาออกกำลังกาย เป็น Smart Watch ที่สามารถจะทำงานได้มากกว่าการบอกเวลา นอกเหนือจากการแจ้งเตือนสถิติการออกกำลังกายแล้ว ยังสามารถที่จะเชื่อมต่ออุปกรณ์สื่อสารต่างๆในช่วงเวลาที่กำลังวิ่งหรือออกกำลังกายอยู่ มีการแจ้งเตือนข้อความ สายเรียกเข้า โซเชียลมีเดียต่างๆ รวมถึงนัดหมาย กำหนดการ

นี่เป็นแค่เพียงตัวอย่างฟังก์ชั่นของนาฬิกาสำหรับออกกำลังกายเท่านั้น เพราะ Smart Watch สามารถที่จะทำอะไรได้อีกมายมาย มีหลายรุ่น หลายรูปแบบเพื่อที่จะเป็นตัวช่วยส่วนตัวสำหรับคนรักสุขภาพ

การทำการตลาดออนไลน์ที่เรียกว่า SEO

การทำการตลาดออนไลน์ที่เรียกว่า SEO

ในปัจจุบันนี้ต้องยอมรับเลยว่าในเรื่องของการทำการตลาดออนไลน์นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับแบรนด์และการทำธุรกิจเป็นอย่างมาก นอกจากการทำสินค้าและบริการให้มีคุณภาพ น่าเชื่อถือแล้ว ช่องทางการทำการตลาดจะต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะสร้างกำไร สร้างการรับรู้ เพิ่มโอกาสเติบโตให้แก่ธุรกิจ ซึ่งหนึ่งในการทำการตลาดที่ได้รับความนิยมและเป็นที่พูดถึงอย่างแพร่หลายในโลกแห่งการตลาดออนไลน์นั้นก็คือ Search Engine Optimization หรือ SEO

Search Engine Optimization หรือ SEO เป็นสิ่งที่มีความสำคัญในการทำการตลาดออนไลน์เป็นอย่างมาก ช่วยในการดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาสนใจและเกิดการซื้อขายธุรกิจผ่านทางช่องทางออนไลน์ เป็นการตลาดยุคใหม่ที่จะช่วยเพิ่มจำนวนคนเข้าชมเว็บไซต์ ทำให้เว็บไซต์ธุรกิจได้รับการจัดอันดับ น่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ เพิ่มจำนวนคนที่เข้าเว็บไซต์ ทำให้เว็บไซต์และธุรกิจของเราสามารถที่จะขายสินค้าและนำเสนอบริการได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังการทำ SEO ยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อโฆษณาเว็บไซต์ รวมไปถึงผลตอบรับที่เห็นได้จริงและมีประสิทธิภาพอีกด้วย

การทำการตลาดออนไลน์ที่เรียกว่า SEO

SEO คือการทำการตลาดออนไลน์โดยการพัฒนา ปรับปรุงและใช้เทคนิคต่างๆในการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับในการค้นหาเป็นอันดับต้นๆของ Search Engine ไม่ว่าจะเป็น Google,Yahoo หรือ MSN เป็นต้น ด้วยคำค้นหาคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากลูกค้าต้องการหาบริษัทรับทำ SEO และเสิร์ชผ่านทาง Google ว่า บริษัทรับทำ SEO หรือ บริการรับทำ SEO ถ้าหากเว็บไซต์ของคุณติดอันดับการค้นหาในหน้าแรกๆของ Google ก็จะเป็นหนึ่งในเป้าหมายและบริษัทที่ลูกค้าสนใจนั่นเอง

ทั้งนี้การทำตลาด SEO ในโลกออนไลน์ จะต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินงานรวมไปถึงความเชี่ยวชาญและผู้ที่ความรู้ทักษะประสบการณ์ ด้านนี้ ที่จะต้องมีการอัพเดทข้อมูล ติดตามการดำเนินงานและเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลงข้อตกลง ข้อกำหนดต่างๆของทาง Search Engine  และนำไปพัฒนาปรับเปลี่ยนรูปแบบที่เหมาะสมให้กับเว็บไซต์ธุรกิจสินค้าและบริการของตัวเรา

SEO เป็นการทำการตลาดออนไลน์ที่มีความสำคัญกับธุรกิจเป็นอย่างมาก เนื่องจากกลุ่มลูกค้าและผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในปัจจุบันนี้เลือกที่จะใช้ Search Engine ในการค้นหาบริษัท เว็บไซต์และสินค้าบริการที่ตนเองสนใจ นอกเหนือจากการทำ SEO ยังถือว่าเป็นการทำการตลาดออนไลน์ที่ประหยัดต้นทุนเป็นอย่างมากแต่ได้ผลตอบรับที่ดี สามารถที่จะประโยชน์หลายๆด้านในการทำการตลาดออนไลน์

และนี่ก็เป็นข้อควรรู้เกี่ยวกับ SEO ความหมาย ความสำคัญและข้อดีที่เรียกได้ว่าเป็นตัวช่วยที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณกลายเป็นเว็บไซต์ที่ทุกคนต้องการเป็นอันดับต้นๆ และช่วยเพิ่มความก้าวหน้าให้แก่สินค้าและบริการ ธุรกิจของคุณเป็นอย่างมาก

 

การลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

การลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ในปัจจุบันนี้ต้องบอกเลยว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้นกำลังเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในคอนมิเนียม บ้าน ที่ดิน ทาวน์โฮม อาคารพาณิชย์ และอื่นๆอีกมากมาย ที่ต่างมีนักลงทุนทั้งหน้าใหม่และมือเก่าเข้ามาร่วมลงทุนทำธุรกิจกันอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้นสามารถที่ทำกำไรและสร้างรายได้ได้อย่างมากมาย ใช้เงินลงทุนไม่มากก็สามารถใช้เทคนิคและปรับเปลี่ยนให้หลายเป็นผลประโยชน์ อีกทั้งยังการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังมีหลากหลายรูปแบบให้เลือก ตามความชอบ ตามความถนัดและโอกาสในช่วงเวลาๆนั้น เราไปดูกันเถอะว่าการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีแบบไหนบ้าง

 1. การเป็นนายหน้า จับเสือมือเปล่า

เรียกได้ว่าเป็นการลงทุนที่จับเสือมือเปล่า และสร้างรายได้ได้เป็นอย่างดีโดยที่ผู้เป็นนายหน้าไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เพียงแค่ต้องมีทักษะด้านการพูด การเจรจา ขยัน มีความอดทน และความรู้ในเรื่องการเลือกทำเลที่ตั้งและอสังหาริมทรัพย์ สำหรับการเป็นนายหน้านั้นก็สามารถทำได้โดยการหาคนที่ต้องการซื้อและคนที่ต้องการขาย มาเจอกันโดยผ่านตัวเรา ซึ่งส่วนมากรายได้จากการเป็นนายหน้าจะอยู่ที่ 2 – 5% จากราคาขายเต็ม รวมไปถึงข้อตกลงต่างๆตามเงื่อนไข ลองคำนวณดูว่าถ้าหากคุณเชื่อมโยงขายบ้านได้ราคา 10 ล้านบาท และได้ค่านายหน้า 2% ก็เป็นเงิน 200,000 บาทเลยทีเดียว

2. การลงทุนปล่อยเช่ารายเดือน

เป็นอีกหนึ่งช่องทางการลงทุนที่หลายคนนิยมอย่างมากเลยทีเดียวสำหรับการลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบปล่อยเช่ารายเดือน ที่เรียกได้ว่าเป็นเสือนอนกินเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ห้องเช่า คอนโดมิเนียม หรืออาคารพาณิชย์ ที่จะมีการเก็บค่าเช่าทุกๆเดือน โดยทำงานเพียงแค่ไม่กี่วันเท่านั้น เพียงแค่เราจะต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน เลือกทำเลที่ตั้งที่ถูก รวมไปถึงวางแผนด้านระบบการเงินให้ดี

การลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

3. การลงทุนปล่อยเช่ารายวัน

กำลังมาแรงอย่างมากเลยทีเดียวสำหรับการลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบปล่อยเช่ารายวัน ที่ส่วนใหญ่แล้วมักจะคุ้นเคยการปล่อยเช่าห้องเช่า คอนโด บ้าน อพาร์ทเมนต์กันแบบรายเดือน แต่ถ้าหากทำเลที่ตั้งนั้นๆเป็นท่ต้องการ มีผู้คนสัญจรไปมาจำนวนมาก เป็นเมืองท่องเที่ยว ก็สามารถที่จะปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นที่พักรายวันเพื่อที่จะตอบโจทย์คนที่ต้องการความสะดวกสบายแต่ไม่เน้นราคาแพง เพียงแค่ลงทุนการตกแต่ง ให้สวยและน่าพักผ่อน แบ่งห้องเช่า ก็สามารถที่จะสร้างกำไรได้เป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว

นอกเหนือจากนี้ยังการลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนแบบเก็งกำไร การลงทุนโดยการเป็นผู้ประกอบการ การลงทุนแบบซ่อมแซม รีโนเวทและขาย การลงทุนกับผู้ลงทุนรายใหญ่หรือการลงทุนกับกองทุน เรียกได้ว่าเป็นช่องทางในการลงทุนที่ดีเยี่ยมและหลากหลาย เหมาะสำหรับนักธุรกิจอย่างแท้จริง

โทรศัพท์มือถือ Google pixel

Google pixel

โทรศัพท์มือถือ Google pixel เป็นโทรศัพท์มือถือที่หลายคนนิยมและให้ความสนใจกันเป็นอย่างมากเลยทีเดียว แต่ก็มีคนจำนวนมากเช่นกันที่ไม่รู้จัก โทรศัพท์มือถือ Google pixel ที่ใครๆต่างยกให้เป็น สมาร์ทโฟนที่ฉลาดที่สุดในปี 2017 และพัฒนาศักยภาพและความน่าสนใจต่อเนื่องมาจนถึง 2018  จนอยากที่จะจับจองเป็นเจ้าของกันอย่างมาก โดยหลังจากที่ทาง Google ได้ยุติการนำเสนอสมาร์ทโฟนซีรีส์ Nexus แล้ว ก็ได้ปรับเปลี่ยน พัฒนานำเสนอ ซีรีส์ Pixel ออกมา โดยที่มีเป้าหมายเพื่อจะขยายตลาดให้กว้างขึ้น ไม่ใช่แค่เพียงนักพัฒนาหรือผู้ที่ชื่นชอบเท่านั้น ส่งผลให้โทรศัพท์มือถือ Google pixel มีรูปแบบที่อยู่ในระดับพรีเมี่ยมและเต็มไปด้วยความน่าสนใจมากมาย

สำหรับสิ่งที่หลายคนคงเห็นไปแล้วกับประสิทธิภาพที่น่าสนใจอย่างยิ่งของ โทรศัพท์มือถือ Google pixel รุ่น Google Pixel 2 และ Pixel 2XL  ที่สานต่อมาจาก Google Pixel and Google Pixel XL ของปี 2016 ที่ต้องบอกเลยว่าตัวนี้มีระบบ AI ที่น่าทึ่งและกล้องถ่ายรูปที่เรียกได้ว่าทำเอาในโลกออนไลน์ต่างติดแฮชแท็ก #TeamPixel2 กันเลยทีเดียว  เพราะ Google pixel นั้นมีความโดดเด่นในการเรื่องถ่ายภาพและฟีเจอร์โดนๆมากมายที่ทำเอาผู้ใช้มือถือต่างจับจ้องและอยากที่จะเป็นเจ้าของกันเลยทีเดียว

Google pixel

Google pixel ถ่ายรูปได้อย่างยอดเยี่ยม

Google pixel รุ่น Pixel 2 เป็นสมาร์ทโฟนที่เรียกว่าจุดเด่นอยู่ที่เรื่องกล้องเลยทีเดียว หลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าโทรศัพท์มือถือ Google pixel สามารถที่จะถ่ายรูปได้สวยจนไม่เชื่อว่าถ่ายจากสมาร์ทโฟน โดย Google pixel 2 มาพร้อมกับกล้องหลังเลนส์เดี่ยว ที่มีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล มีค่ารูรับแสงอยู่ที่ f/1.5 รวมไปถึงเทคโนโลยี Dual Pixel และ HDR+ มีระบบกันสั่น อีกทั้งยัง Google pixel 2 ยังมีการนำระบบ AI เข้ามาช่วยคัดกรองวัตถุประสงค์สำหรับการถ่ายภาพ มีรูปแบบการใช้งานที่ดีเยี่ยม คุณสามารถถ่ายรูปออกมาได้โดยไม่ต้องปรับแต่งใดๆเลย อีกทั้งยังการถ่ายวิดีโอยังมีระบบป้องกันภาพสั่นไหว สามารถที่จะจัดการรูปถ่ายทั้งหมดด้วย Google Photo

Google pixel แบตเตอรี่อึด

Google pixel 2 มาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่มีความ 2700 mAh ที่คุณสามารถชาร์จแบตเตอรี่ 15 นาที แต่อยู่ได้นานถึง 7 ชั่วโมง แบตเตอรี่ของ Google pixel 2 นั้นมีค่าความจุมากกว่า iPhone8 ที่มีความจุเพียงแค่ 1821 mAh เท่านั้น

นอกเหนือจากนี้ Google pixel ยังมีระบบความจำภายในที่สามารถเลือกได้ทั้ง 64GB และ 128GB ที่คุณสามารถเก็บข้อมูลได้แบบจุดใจ อีกทั้งยัง Google ยังนำเสนอความสะดวกในการบันทึกข้อมูลผ่านทาง Google Photo หรือ Google Drive ที่ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถจัดการได้รวดเร็วและสะดวกอย่างมากเลยทีเดียว

การกำหนดกลุ่มเป้าหมายก่อนการประชาสัมพันธ์

การประชาสัมพันธ์

การประชาสัมพันธ์ (Public Relations) เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากสำหรับเจ้าของธุรกิจ บริษัท องค์กร หน่วยงานและห้างร้านต่างๆที่จะเป็นการเสริมความเข้าใจ สร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายผ่านทางการสื่อสาร ข่าวสาร  การสร้างคอนเทนต์ต่างๆเพื่อที่จะให้กลุ่มเป้าหมายเกิดทัศนคติที่ดีแก่องค์กร มุ่งหวังที่จะได้รับการสนับสนุน เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ เกิดความนิยม และมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการขายสินค้า การโฆษณาและกระจายข่าวสารต่างๆ ที่จะนำมาซึ่งความต้องการ ความสนใจและอยากจะซื้อขายนั่นเอง

 

ทั้งนี้ก่อนที่จะทำการประชมสัมพันธ์นั้น สิ่งที่เราจะต้องคำนึงก่อนเสมอก็คือ การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย  ที่คุณจะต้องเลือกและวางแผนให้สอดคล้องกับการประชาสัมพันธ์มากที่สุด เพราะถ้าหากคุณประชาสัมพันธ์ออกไปโดยที่ยังไม่รู้ว่าคุณต้องการจะสื่อสารกับใคร ต้องการกระตุ้นความสนใจจากใคร หรือต้องการเสียงตอบรับจากใคร ก็จะนำมาซึ่งการประชาสัมพันธ์ที่ไม่ได้ผล แต่ถ้าหากคุณมีการวางแผนและกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนก่อนการประชาสัมพันธ์ให้ตรงจุด ก็จะนำมาซึ่งการกระจายข่าวสาร การประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ เช่น ถ้าหากคุณต้องการประชาสัมพันธ์ให้กับคนในกรุงเทพมหานคร แต่ไม่รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นใคร จะสื่อสารกับใคร ก็จะกลายเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ล้มเหลวและไม่เป็นผลถึงแม้จะมีประชากรมากก็ตาม แต่ถ้าหากคุณกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้แน่ชัด ก็สามารถที่จะกำหนดตลาดได้ชัดเจนขึ้น นำมาซึ่งการประชาสัมพันธ์ที่ได้ผล ได้รับเสียงตอบรับจากคนที่สนใจนั่นเอง

การประชาสัมพันธ์

สำหรับการกำหนดกลุ่มเป้าหมายก่อนการประชาสัมพันธ์นั้นก็สามารถที่จะใช้หลักการได้หลายรูปแบบ ดังต่อไปนี้

  • การกำหนดกลุ่มเป้าหมายตามภูมิศาสตร์

เป็นการกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ตรงตามพื้นที่ที่อยู่ เพื่อที่จะตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่นั้นๆ เช่น จังหวัด อำเภอ ภูมิภาค ประเทศ รวมไปถึงลักษณะของบ้าน คอนโดมิเนียม เป็นต้น

  • การกำหนดกลุ่มเป้าหมายตามหลักจิตวิทยา

เป็นการกำหนดโดยแบ่งตามเกณฑ์การดำเนินชีวิต บุคลิกภาพ ความชอบ เช่น ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ร้านอาหารที่ชอบ รสชาติอาหารที่ชอบ กิจกรรมที่ชอบทำ สีที่ชอบ เป็นต้น

  • กำหนดกลุ่มเป้าหมายตามหลักพฤติกรรม

เป็นการกำหนดผ่านทางฤติกรรมของผู้บริโภค ที่จะยึดหลักความนิยม ความรู้ ปฏิกิริยาตอบสนอง ความพร้อมในการซื้อ เช่น ช่วงเวลาในการซื้อของ ความถี่ในการซื้อของ ความสนใจพิเศษ หรือทัศนคติที่มีต่อองค์กรหรือสินค้าประเภทนี้นั่นเอง

  • กำหนดกลุ่มเป้าหมายตามหลักประชากรศาสตร์

เป็นการแบ่งกลุ่มเป้าหมายตามชนชั้นทางสังคม อาชีพ อายุ เพศ รายได้

ถ้าหากคุณสามารถที่จะวิเคราะห์สิ่งเหล่านี้ออกมาเป็นกลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการได้ เช่น ต้องการที่จะประชาสัมพันธ์ให้แก่คนในกรุงเทพมหานคร ที่มีอายุตั้งแต่  18 – 23 ปี อาชีพ นักศึกษา ชื่นชอบการท่องเที่ยว ก็สามารถที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายและก่อให้เกิดการประชาสัมพันธ์ที่ได้ผลและมีประสิทธิภาพนั่นเอง

 

โปรโมชั่นไม่ใช่แค่การลดราคาสินค้าหรือบริการ

Promotion

สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับในการทำการตลาดและประกอบธุรกิจสินค้าและบริการเลยก็คือ การส่งเสริมการขายหรือ Sales Promotion หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า โปรโมชั่น ที่จะช่วยเพิ่มจากกลุ่มเป้าหมายในการประกอบธุรกิจมากยิ่งขึ้น โปรโมชั่นนั้นจะช่วยดึงดูดความสนใจลูกค้าใหม่ และรักษาลูกเก่าให้คงอยู่นานๆ เป็นการส่งเสริมให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าและบริการในปริมาณมาก ยกระดับและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับโปรโมชั่น รวมไปถึงเป็นการทำโฆษณาและสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางอีกด้วย

Promotion

โดยโปรโมชั่นที่เราสามารถพบได้บ่อยมากที่สุดเลยก็คื การลดราคาสินค้าหรือบริการ ที่ไม่ว่าจะเป็นการลดเป็นจำนวนเปอร์เซนต์ การลดเป็นจำนวนเงินหรือราคา เช่น ลดราคาบริการ 30% หรือ ลดราคาจากสินค้า 199 บาทเหลือเพียง 100 บาท ที่เป็นการเอากำไรน้อยแต่ขายได้เยอะจริง แต่ทั้งนี้การจัดโปรโมชั่นนั้นไม่ใช่แค่การลดราคาสินค้าหรือบริการเท่านั้น เพราะถ้าหากลดราคาหรือแจกมากจนเกินไป ก็อาจจะเป็นการเหนื่อยเปล่าและเข้าเนื้อคุณ เนื่องจากการลดราคาเป็นการที่จะต้องยอมเอากำไรน้อยลง อีกทั้งยังมีผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์และความไม่เชื่อมั่นในการธุรกิจอีกด้วย

 

ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้าหรือบริการจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีหรือสร้างผลเสียให้กับธุรกิจ เพราะถ้าหากคุณเลือดลดราคาสินค้าและบริการอย่างมาเหมาะสม อยู่ในเกณฑ์ที่พอดี ไม่มากหรือบ่อยจนเกินไป ก็จะทำให้มีฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นและมั่นคง แต่ถ้าหากจัดโปรโมชั่นลดถี่จนเกินไปก็จะทำให้ลูกค้าเกิดความสงสัยถึงคุณค่า มูลค่าของสินค้าและบริการจนทำให้ลดลงและมีโอกาสยากที่จะกลับไปขายในราคาเดิมได้เหมือนก่อน

 

ทั้งนี้นอกจากการจัดโปรโมชั่นลดราคาแล้ว ก็ยังมีอีกหลายรูปแบบที่น่าสนใจและมีข้อดีไม่แพ้กันก็คือ โปรโมชั่นการ “แลก” ที่เราจะเห็นได้จากร้านสะดวกซื้อ ร้านเครื่องดื่มต่างๆที่จะเป็นการสะสมแต้มเพื่อแลกสินค้าหรือบริการฟรี รวมไปถึงของรางวัลต่างๆ หรือแลกเพื่อที่จะลดราคาสินค้า เช่น ร้านกาแฟ ซื้อเครื่อง 2 แก้ว แก้วที่ 3 ลด 50% เป็นต้น เป็นโปรโมชั่นที่จะช่วยให้คุณได้รับความสม่ำเสมอจากการซื้อของลูกค้า แม้จะไม่ได้ผลกำไรในระยะเวลาอันสั้น แต่ก็ได้ประโยชน์ในระยะยาว

 

นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นการที่เราสามารถเลือกของในร้านที่มีราคาไม่แพง หรือราคาสูงตามต้องต้องการมาร่วมสนุก โดยจำกัดจำนวนรางวัลสินค้าและบริการ สุ่มแจกของหรือร่วมสนุกในการตอบคำถามที่จะช่วยเพิ่มความสนุกสนาน สร้างแรงกระตุ้นและทำให้ลูกค้าเข้ามาเยี่ยมเว็บไซต์หรือแฟนเพจเรามากขึ้นอีกด้วย

วิธีเตรียมตัวอ่านหนังสือเพื่อพิชิตคะแนน ielts

การสอบภาษาอังกฤษไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอีกต่อไปเนื่องจากในปัจจุบันนี้มีเครื่องมือที่ใช้สะดวกสบายด้วยเทคโนโลยีซึ่งเข้ามามีบทบาทสำคัญช่วยทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น รวมถึงการสอบภาษาอังกฤษ เริ่มต้นจากผู้ที่ไม่มีพื้นฐานเลยก็สามารถสอบภาษาอังกฤษได้คะแนนที่ดีขึ้นได้ด้วยตัวเอง

สำหรับ ieltsคือ การสอบวัดผลภาษาอังกฤษที่ได้รับความนิยมเนื่องจากเป็นการสอบภายใต้มาตรฐานสากลโดยคะแนนมีความน่าเชื่อถือ สามารถนำไปใช้ในการสมัครสอบเข้าเรียนระดับปริญญาโทในต่างประเทศได้ทั่วโลก

สอบ ielts

สำหรับวิธีการอ่านหนังสือเพื่อพิชิตคะแนนสอบ ielts สำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานก็สามารถผ่านจุดนี้ไปได้ด้วยการเตรียมตัวที่ดีก่อนเข้าสนามสอบจริง สำหรับการทดสอบจะแบ่งออกเป็นการสอบวัดผลด้านการพูด การเขียน การอ่าน การฟัง โดยทั้ง 4 ส่วนผู้สอบจะต้องทำผลคะแนนออกมาให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานจึงจะทำให้ผลคะแนน ielts สามารถนำไปใช้สมัครเรียนปริญญาโทตามเกณฑ์ที่กำหนดได้

สำหรับใครที่ไม่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษเลยสามารถเริ่มได้จากการหาข้อมูลใน YouTube ซึ่งมีลิงค์การสอนภาษาอังกฤษตั้งแต่เริ่มต้น เรียกได้ว่าตั้งแต่ชั้นอนุบาลเลยทีเดียวช่วยทำให้ผู้ที่ไม่เคยเรียนภาษาอังกฤษมาก่อนสามารถศึกษาได้ หลังจากนั้นทำการทบทวนและฝึกฝนเป็นประจำจะทำให้เราเข้าใจหลักการใช้และมีพัฒนาการทางด้านภาษาอังกฤษที่ดี

ระหว่างที่เราศึกษาผ่านการเรียนจาก YouTube ควรทำการท่องศัพท์ตามไปด้วยโดยจะต้องท่องศัพท์อย่างน้อย 10 คำต่อวัน เพื่อให้เรามีคำศัพท์นำไปใช้งานได้สะดวก  เมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำการทบทวนเนื้อหาภาษาอังกฤษศัพท์คำไหนที่เราแปลไม่ได้ให้จดไว้และท่องคำศัพท์นั้นทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆจะทำให้เราจดจำคำศัพท์ได้มากขึ้น

 

แม้ว่าบทความภาษาอังกฤษที่เรากำลังอ่านนั้นไม่สามารถแปลออกมาได้ทั้งหมดแต่การมีศัพท์เราที่เข้าใจจำนวนมากจะช่วยทำให้เราสรุปจับใจความข้อมูลเหล่านั้นได้ดี สำหรับการฝึก writing เพื่อใช้สอบ ielts ควรแบ่ง Pattern ให้มี คำนำ เนื้อหา และสรุป ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของการเขียนที่ดีเพื่อให้คนอ่านเข้าใจและเราควรฝึกการเขียนอย่างน้อย 1 ถึง 2 ชั่วโมงต่อวันเพื่อให้เกิดความคุ้นเคยในการใช้รูปประโยค

โดยทุกขั้นตอนจะต้องทำการเรียนและทบทวนอย่างมีระเบียบวินัยและมีความอดทน เพื่อให้ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้เราสามารถค้นหาตัวอย่างข้อสอบ ielts เพื่อใช้เป็นแนวทางในการฝึกเพื่อให้เกิดความเข้าใจ  สำหรับผู้ที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษอาจจะกังวลเรื่อง grammar  เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาในการทำความเข้าใจมากกว่าผู้ที่มีพื้นฐาน แต่จริงๆแล้วกลับมาไม่ใช่เรื่องที่สำคัญมากที่สุดสำหรับการเรียนภาษาอังกฤษเพราะการสื่อสารให้ผู้ฟังเข้าใจเป็นเรื่องที่สำคัญมากยิ่งกว่า

Credit : https://www.ielts.idp.co.th/

การเตรียมตัวก่อนไปทัวร์สแกนดิเนเวีย

การเตรียมตัวก่อนไปทัวร์สแกนดิเนเวีย

ต้องบอกเลยว่าการทัวร์สแกนดิเนเวีย ดินแดนแห่งการท่องเที่ยวในฝันของใครหลายคนนั้นมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เดินทางแวะเวียนไปเยี่ยมชมอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการทัวร์นอร์เวย์พระอาทิตย์เที่ยงคืน ทัวร์ไอซ์แลนด์ ทัวร์ฟินแลนด์และประเทศต่างๆที่ล้วนแต่สวยงามและน่าไปท่องเที่ยวอย่างยิ่ง และสำหรับผู้ที่มีโปรแกรมทัวร์สแกนดิเนเวีย แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร และกำลังกังวลว่าควรเตรียมตัวอย่างไร วันนี้เราเคล็ดลับดีๆกับการเตรียมตัวก่อนไปทัวร์สแกนดิเนเวียเพื่อที่จะทำให้คุณเที่ยวสแกนดิเนเวียได้อย่างราบรื่นและสนุกอย่างเต็มที่ที่สุด

 

1.ควรศึกษาเรื่องสภาพอากาศในการทัวร์สแกนดิเนเวียก่อนทุกครั้ง ถ้าหากเดินทางในช่วงหน้าร้อน ไม่ควรที่จะนำเสื้อกันหนาวไปเยอะมากนัก เนื่องจากกลางวันกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียจะมีสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อน และจะหนาวเย็นในช่วงตอนกลางคืน แต่ในช่วงฤดูหนาวนั้นควรที่จะเช็คสภาพอากาศทุกครั้งและเตรียมเสื้อผ้าและอุปกรณ์ต่างๆให้ครบ ทั้งเสื้อโค๊ตหนาๆ,ถุงมือถุงเท้า,หมวกไหมพรม และอื่นๆอีกมากมายเพื่อช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย และพร้อมรับมือกับอากาศหนาวๆที่ต้องเจอ นอกจากนี่การไปเที่ยวนอร์เวย์ตามเมืองต่างๆนั้น อย่าลืมที่จะเตรียมเสื้อกันฝนติดไปด้วยเนื่องจากที่เมืองแถบตะวันตกนอร์เวย์จะมีฝนตกตลอดทั้งปี หรือประมาณ 260 วันต่อปี

 

2.กลุ่มประเทศแกนดิเนเวียนั้นจะเป็นประเทศที่อนุรักษ์ทรัพยาการธรรมชาติและมีค่าครองชีพที่สูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำดื่มที่จะมีราคาแพงพอสมควร แต่ก็สามารถที่จะแก้ไขได้ด้วยการดื่มน้ำก๊อกสาธารณะที่มีไว้บริการอยู่ จะสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างมาก

 

3.สำหรับการใช้อินเทอร์เน็ตนั้นควรศึกษาเรื่องการเปิดซิมของที่ประเทศนั้นๆหรือเรื่องไวไฟแบบพกพา เพราะการเปิดดาต้า โรมมิ่งจะค่อนข้างมีค่าใช้จ่ายสูงพอสมควร หรือถ้าหากไปกับคณะทัวร์สแกนดิเนเวียก็สามารถที่จะสอบถามถึงรายละเอียดที่จะสะดวกมากกว่า

 

4.สิ่งที่ห้ามพลาดในการเที่ยวสแกนดิเนเวียก็คือการรับประทานอาหารท้องถิ่นที่หลากหลายในแต่ละประเทศ รสชาติดี แปลกใหม่และน่าลิ้มลองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านอาหารทะเลและอาหารพื้นเมืองที่ทั้งอร่อยและสดจริงๆ เรียกได้ว่าไม่ควรพลาดเลยทีเดียว

 

5.สำหรับด้านการสื่อสารนั้นไม่น่ากังวลมากนัก เพราะคนในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียสามารถที่จะสื่อสารภาษาอังกฤษได้พอสมควร อีกทั้งยังมีความเป็นมิตร จิตใจดี และสามารถที่จะช่วยแนะนำและพูดคุยกับคุณได้เป็นอย่างดี

 

และนี่ก็เป็นข้อควรรู้ก่อนเที่ยวสแกนดิเนเวียที่จะทำให้คุณท่องเที่ยวได้อย่างราบรื่น สนุกสนานและไร้กังวล พร้อมไปพบกับประสบการณ์การท่องเที่ยวที่จะทำให้คุณประทับใจไม่รู้ลืมแน่นอน

เทคโนโลยีในปี 2018

เทคโนโลยีในปี 2018

เรียกได้ว่าปี 2018 นี้เป็นแห่งเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเลยทีเดียว เนื่องจากปีนี้เราจะได้เทคโนโลยีใหม่ๆที่มีความพร้อมและกำลังจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ในการทำงาน ทำธุรกิจและกิจกรรมต่างๆมากยิ่งขึ้น โดยทั้งหมดจะเน้นให้เหมาะสมกับคนยุคใหม่มากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นเราจึงได้ทำการรวบรวม เทคโนโลยีในปี 2018 ที่คนทำธุรกิจและหนุ่มสาวชาวไอทีไม่ควรพลาดการติดตามในปีนี้เลยทีเดียว จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง ไปดูกัน

 1.QR Code Payment

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าจับตามองอย่างยิ่งเลยทีเดียวสำหรับ QR Code Payment หรือการใช้จ่ายและทำธุรกรรรมทางการเงินผ่านทางโทรศัพท์ และมือถือ ที่ทางภาครัฐและองค์กรได้ส่งเสริมให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสดซึ่งการชำระเงินผ่านทาง QR Code Payment นั้นทางผู้ให้บริการการเงิน ธุรกิจ ร้านค้าต่างๆจะสามารถนำไปใช้ในการชำระเงินค่าสินค้าและบริการได้ เรียกง่ายๆก็คือ คุณจะได้เห็น QR Code Payment วางอยู่ทุกแห่งหนในประเทศไทยไม่เว้นแม้แต่ร้านโชห่วยและในตลาดนัด จากนั้นคุณก็แค่หยิบโทรศัพท์มือถือเข้ามาสแกน QR Code ชำระเงินได้แบบง่ายๆ การช่วยจัดแจงระบบบัญชีและลดต้นทุน เพิ่มฐานลูกค้าให้กับธุรกิจต่างๆ อีกทั้งยังช่วยให้ผู้คนใช้สอบจับจ่ายได้อย่างสะดวกรวดเร็วอีกด้วย เชื่อว่าในปี 2018 นี้ QR Code Payment จะกระจายและเข้าถึงคนไทยทั่วประเทศแน่นอน

2.Blockchain

ในปี 2017 ที่ผ่านมานั้นเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งปีทองของ Blockchain  เลยทีเดียว เนื่องจากได้มีการนำมาใช้ในการปรับโครงสร้างขนาดใหญ่ของการเงินธุรกิจและภาครัฐ Blockchain สามารถที่จะตอบโจทย์ใหม่ๆและมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ และในปี 2018 นี้จะมีการ Blockchain ในหลายๆระบบมาทำงานร่วมกัน มีการปรับเปลี่ยนและพัฒนามากยิ่งขึ้น คุณจะได้เห็นถึงวิวัฒนาการของมันอันเกิดจากแนวคิดใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นคุณควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Blockchain ที่จะช่วยทำให้สามารถเรียนรู้และศึกษาเทคโนโลยีต่างๆที่เกิดขึ้นในอนาคตที่จะมีรากฐานของ Blockchain ที่จะมาซึ่งธุรกิจที่มีการพัฒนาต่อยอดมากยิ่งขึ้น

3.Machine Learning

Machine Learning คือการเรียนรู้ของเครื่องที่เป็นอีกหนึ่งส่วนของระบบปัญหาประดิษฐ์ Artificial Intelligence หรือ AI สามารถที่จะเรียนรู้ถึงข้อมูลต่างๆได้ง่าย สามารถที่จะทำนายผลและคาดการณ์สิ่งที่อาจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยใช้หลักการทางคณิตศาสตร์ แทนที่จะทำงานตามคำสั่งของมนุษย์ผู้ป้องข้อมูลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งปัจจัยที่ทำให้มีการพัฒนาระบบ Machine Learning ขึ้นมาให้มีศักยภาพมากขึ้นนั่นคือเรื่องของฮาร์ดแวร์ประมวลผล และ ข้อมูล ที่ทางบริษัทไอทีระดับโลกต่างให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเพื่อที่จะเก็บข้อมูลต่างๆของผู้ใช้บริการ

เทคโนโลยีในปี 2018 2

โดยระบบ Machine Learning ได้มีการนำมาประยุกต์ใช้ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะกับทาง Google และ Apple  ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาคุณภาพของภาพถ่ายที่มีการเก็บเกี่ยวข้อมูลของภาพถ่ายเพื่อประมวลผลเพื่อที่จะได้ความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงระบบการสั่งงานด้วยเสียงที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น สามารถที่จะรองรับคำสั่งเสียบงได้หลายภาษา คำแนะนำในการบอกเส้นทางแผนที่ แนะนำวิดีโอที่คุณชื่นชอบและในแบบที่คุณฟังเป็นประจำจาก Youtobe รวมไปถึงระบบ Machine Learning ที่ทาง Apple ได้นำมาสร้างความโดดเด่นให้กับสินค้า เห็นได้ชัดจากระบบ Face ID ของ iPhone X ระบบจดจำใบหน้าที่เรียกได้ว่ามีประสิทธิอย่างมาก สามารถที่จะจดจำโครงของผู้งานได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วอีกด้วย

 

เรียกง่ายๆก็คือในปี 2018 นี้คุณจะได้เห็นระบบ Machine Learning ที่มีการพัฒนาและลูกเล่นใหม่ๆออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการและเรียนรู้ประมวลผล เพื่อต่อยอดในการสร้างสินค้าและบริการ

4.Artificial Intelligence

Artificial Intelligence หรือ AI เรียกได้ว่าปี 2018 นี้ AI จะต้องกลายมาเป็นเทคโนโลยีหลักของโลกที่ใช้ในการเป็นศูนย์กลางของธุรกิจและนักพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆที่สามารถจะเรียนรู้ ตอบโต้และปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆได้อย่างอัตโนมัติ อีกทั้งยังช่วยในการปรับรูปแบบเพื่อการทำธุรกิจ ประสบการณ์ของลูกค้า และช่วยเป็นสื่อกลางในการตัดสินใจ จะเห็นได้จากการ Machine Learning ที่บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ได้นำมาประยุกต์และพัฒนา เรียกได้ว่าปีนี้เราจะเห็น AI เข้าไปมีส่วนร่วมกับเทคโนโลยีต่างๆที่น่าสนใจแน่นอน

 5.เงินดิจิตอล

หลังจากที่ได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยมาในช่วงระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่าน ปี 2018 นี้เราจะได้เห็นสกุลเงินออนไลน์ หรือ Crypto currency เป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้นจากความร้อนแรงของ Bitcoin ที่มีราคาพุ่งสูงและกระแสตอบรับดีขึ้นอย่างมากในปีนี้จนทำให้นักลงทุนจำนวนมากอยากที่จะเข้ามาศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับเงินดิจิตอลที่จะไม่ได้อยู่แค่เพียงกลุ่มเล็กๆเท่านั้น แต่กำลังที่จะขยายออกไปอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้เราอาจจะได้เห็นร้านค้าธุรกิจต่างๆที่ยอมรับสกุลเงินดิจิตอลมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

 

และนี่ก็เป็นเทคโนโลยีในปี 2018 ที่จะเข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตของทุกคนมากยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ของความสะดวกสบาย การพัฒนาศักยภาพของเทคโนโลยีต่างๆในการทำงาน สื่อสาร รวมไปถึงการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มช่องทางในการสร้างรายได้ เพราะฉะนั้นเราจึงควรศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับเทรนด์เทคโนโลยีเหล่านี้อยู่เสมอ เพื่อที่จะสามารถวิ่งตามโลกให้ทันและใช้ประโยชน์จากมันให้มากที่สุด