ฟังก์ชั่นของนาฬิกาสำหรับออกกำลังกาย

ในปัจจุบันคนยุคใหม่หันมาใส่ใจสุขภาพและการออกกำลังกายมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีการเทคโนโลยีใหม่ๆที่มาเป็นตัวช่วยในการออกกำลังกาย การสร้างเป้าหมายและเพิ่มแรงจูงใจที่สามารถใช้งานได้จริงและมีประสิทธิภาพสูง และ Gadget ที่เรียกได้ว่าเป็นเทรนด์สุขภาพที่กำลังมาแรงอย่างมากเลยก็คือ นาฬิกาสำหรับออกกำลังกาย หรือ นาฬิกาเพื่อสุขภาพ ที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพได้เป็นอย่างดี มีแรงฮึด มีแรงจูงใจอยากที่จะไปฟิตเนส ไปวิ่ง ไปยืดเส้นยืดสายหรือออกกำลังกายทุกวัน ว่าแล้วเราไปดูฟังก์ชั่นของนาฬิกาสำหรับออกกำลังกาย   เพื่อที่จะเป็นแนวทางในการเลือกซื้อและตัดสินใจหาซื้อมาใส่เรือนกัน

1.ติดตามการเผาผลาญแคลอรี่ในชีวิตประจำวัน

เรียกได้ว่าเป็นจุดเด่นของนาฬิกาสำหรับออกกำลังกายเลยทีเดียว เพราะสามารถที่จะติดตามการเผาผลาญแคลอรี่ของคุณในแต่ละวันได้ ทั้งการออกกำลังกาย การเดิน การขึ้นบันได เป็นต้น

 2. รู้ระดับความหนักเบาในการออกกำลังกาย

นาฬิกาสำหรับออกกำลังกายสามารถที่จะแบ่งโซนชีพจรออกมาเพื่อทำให้ผู้สวมใส่ได้เข้าใจและเห็นถึงระดับหนักเบาในการออกกำลังกายแต่ละรูปแบบ เพื่อที่จะนำไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น

3. บันทึกเส้นทางในการออกกำลังกาย

นาฬิกาออกกำลังกายจะมี GPS สำหรับบันทึกเส้นทางและสถิติในออกกำลังกายให้คุณสามารถกลับมาดูย้อนหลังได้ตามต้องการ นอกจากนี้คุณยังสามารถที่จะกำหนดโปรแกรมเกี่ยวกับเส้นทางก่อนการออกกำลังกายเพื่อที่จะทำให้วิ่งตามเป้าหมายได้ตรงจุดและป้องกันการพลัดหลงได้อีกด้วย

 4. สถิติการออกกำลังกาย

นาฬิกาอัจฉริยะนี้สามารถที่จะกระตุ้นตัวคุณได้ด้วยสถิติในการออกกำลังกาย ที่มีการบันทึกจำนวนก้าว ระยะทางในการวิ่ง เวลาในการออกกำลังกาย แคลอรี่ที่เผาผลาญไป รวมถึงสถิติเฉพาะกีฬา เช่น การว่ายน้ำ การวิ่ง ปั่นจักรยาน ตีกอล์ฟ เป็นต้น เพื่อที่จะทำให้คุณสามารถรู้ข้อมูลและศักยภาพในการออกกำลังกายของตนเอง ได้เห็นพัฒนาการในการออกกำลังกาย เสมือนมีโค้ชส่วนตัวที่คอยแจ้งเตือนตัวเราในแต่ละวัน

5. เชื่อมต่อทุกช่วงเวลา

นาฬิกาออกกำลังกาย เป็น Smart Watch ที่สามารถจะทำงานได้มากกว่าการบอกเวลา นอกเหนือจากการแจ้งเตือนสถิติการออกกำลังกายแล้ว ยังสามารถที่จะเชื่อมต่ออุปกรณ์สื่อสารต่างๆในช่วงเวลาที่กำลังวิ่งหรือออกกำลังกายอยู่ มีการแจ้งเตือนข้อความ สายเรียกเข้า โซเชียลมีเดียต่างๆ รวมถึงนัดหมาย กำหนดการ

นี่เป็นแค่เพียงตัวอย่างฟังก์ชั่นของนาฬิกาสำหรับออกกำลังกายเท่านั้น เพราะ Smart Watch สามารถที่จะทำอะไรได้อีกมายมาย มีหลายรุ่น หลายรูปแบบเพื่อที่จะเป็นตัวช่วยส่วนตัวสำหรับคนรักสุขภาพ

การทำการตลาดออนไลน์ที่เรียกว่า SEO

การทำการตลาดออนไลน์ที่เรียกว่า SEO

ในปัจจุบันนี้ต้องยอมรับเลยว่าในเรื่องของการทำการตลาดออนไลน์นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับแบรนด์และการทำธุรกิจเป็นอย่างมาก นอกจากการทำสินค้าและบริการให้มีคุณภาพ น่าเชื่อถือแล้ว ช่องทางการทำการตลาดจะต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะสร้างกำไร สร้างการรับรู้ เพิ่มโอกาสเติบโตให้แก่ธุรกิจ ซึ่งหนึ่งในการทำการตลาดที่ได้รับความนิยมและเป็นที่พูดถึงอย่างแพร่หลายในโลกแห่งการตลาดออนไลน์นั้นก็คือ Search Engine Optimization หรือ SEO

Search Engine Optimization หรือ SEO เป็นสิ่งที่มีความสำคัญในการทำการตลาดออนไลน์เป็นอย่างมาก ช่วยในการดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาสนใจและเกิดการซื้อขายธุรกิจผ่านทางช่องทางออนไลน์ เป็นการตลาดยุคใหม่ที่จะช่วยเพิ่มจำนวนคนเข้าชมเว็บไซต์ ทำให้เว็บไซต์ธุรกิจได้รับการจัดอันดับ น่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ เพิ่มจำนวนคนที่เข้าเว็บไซต์ ทำให้เว็บไซต์และธุรกิจของเราสามารถที่จะขายสินค้าและนำเสนอบริการได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังการทำ SEO ยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อโฆษณาเว็บไซต์ รวมไปถึงผลตอบรับที่เห็นได้จริงและมีประสิทธิภาพอีกด้วย

การทำการตลาดออนไลน์ที่เรียกว่า SEO

SEO คือการทำการตลาดออนไลน์โดยการพัฒนา ปรับปรุงและใช้เทคนิคต่างๆในการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับในการค้นหาเป็นอันดับต้นๆของ Search Engine ไม่ว่าจะเป็น Google,Yahoo หรือ MSN เป็นต้น ด้วยคำค้นหาคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากลูกค้าต้องการหาบริษัทรับทำ SEO และเสิร์ชผ่านทาง Google ว่า บริษัทรับทำ SEO หรือ บริการรับทำ SEO ถ้าหากเว็บไซต์ของคุณติดอันดับการค้นหาในหน้าแรกๆของ Google ก็จะเป็นหนึ่งในเป้าหมายและบริษัทที่ลูกค้าสนใจนั่นเอง

ทั้งนี้การทำตลาด SEO ในโลกออนไลน์ จะต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินงานรวมไปถึงความเชี่ยวชาญและผู้ที่ความรู้ทักษะประสบการณ์ ด้านนี้ ที่จะต้องมีการอัพเดทข้อมูล ติดตามการดำเนินงานและเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลงข้อตกลง ข้อกำหนดต่างๆของทาง Search Engine  และนำไปพัฒนาปรับเปลี่ยนรูปแบบที่เหมาะสมให้กับเว็บไซต์ธุรกิจสินค้าและบริการของตัวเรา

SEO เป็นการทำการตลาดออนไลน์ที่มีความสำคัญกับธุรกิจเป็นอย่างมาก เนื่องจากกลุ่มลูกค้าและผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในปัจจุบันนี้เลือกที่จะใช้ Search Engine ในการค้นหาบริษัท เว็บไซต์และสินค้าบริการที่ตนเองสนใจ นอกเหนือจากการทำ SEO ยังถือว่าเป็นการทำการตลาดออนไลน์ที่ประหยัดต้นทุนเป็นอย่างมากแต่ได้ผลตอบรับที่ดี สามารถที่จะประโยชน์หลายๆด้านในการทำการตลาดออนไลน์

และนี่ก็เป็นข้อควรรู้เกี่ยวกับ SEO ความหมาย ความสำคัญและข้อดีที่เรียกได้ว่าเป็นตัวช่วยที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณกลายเป็นเว็บไซต์ที่ทุกคนต้องการเป็นอันดับต้นๆ และช่วยเพิ่มความก้าวหน้าให้แก่สินค้าและบริการ ธุรกิจของคุณเป็นอย่างมาก

 

การลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

การลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ในปัจจุบันนี้ต้องบอกเลยว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้นกำลังเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในคอนมิเนียม บ้าน ที่ดิน ทาวน์โฮม อาคารพาณิชย์ และอื่นๆอีกมากมาย ที่ต่างมีนักลงทุนทั้งหน้าใหม่และมือเก่าเข้ามาร่วมลงทุนทำธุรกิจกันอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้นสามารถที่ทำกำไรและสร้างรายได้ได้อย่างมากมาย ใช้เงินลงทุนไม่มากก็สามารถใช้เทคนิคและปรับเปลี่ยนให้หลายเป็นผลประโยชน์ อีกทั้งยังการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังมีหลากหลายรูปแบบให้เลือก ตามความชอบ ตามความถนัดและโอกาสในช่วงเวลาๆนั้น เราไปดูกันเถอะว่าการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีแบบไหนบ้าง

 1. การเป็นนายหน้า จับเสือมือเปล่า

เรียกได้ว่าเป็นการลงทุนที่จับเสือมือเปล่า และสร้างรายได้ได้เป็นอย่างดีโดยที่ผู้เป็นนายหน้าไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เพียงแค่ต้องมีทักษะด้านการพูด การเจรจา ขยัน มีความอดทน และความรู้ในเรื่องการเลือกทำเลที่ตั้งและอสังหาริมทรัพย์ สำหรับการเป็นนายหน้านั้นก็สามารถทำได้โดยการหาคนที่ต้องการซื้อและคนที่ต้องการขาย มาเจอกันโดยผ่านตัวเรา ซึ่งส่วนมากรายได้จากการเป็นนายหน้าจะอยู่ที่ 2 – 5% จากราคาขายเต็ม รวมไปถึงข้อตกลงต่างๆตามเงื่อนไข ลองคำนวณดูว่าถ้าหากคุณเชื่อมโยงขายบ้านได้ราคา 10 ล้านบาท และได้ค่านายหน้า 2% ก็เป็นเงิน 200,000 บาทเลยทีเดียว

2. การลงทุนปล่อยเช่ารายเดือน

เป็นอีกหนึ่งช่องทางการลงทุนที่หลายคนนิยมอย่างมากเลยทีเดียวสำหรับการลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบปล่อยเช่ารายเดือน ที่เรียกได้ว่าเป็นเสือนอนกินเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ห้องเช่า คอนโดมิเนียม หรืออาคารพาณิชย์ ที่จะมีการเก็บค่าเช่าทุกๆเดือน โดยทำงานเพียงแค่ไม่กี่วันเท่านั้น เพียงแค่เราจะต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน เลือกทำเลที่ตั้งที่ถูก รวมไปถึงวางแผนด้านระบบการเงินให้ดี

การลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

3. การลงทุนปล่อยเช่ารายวัน

กำลังมาแรงอย่างมากเลยทีเดียวสำหรับการลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบปล่อยเช่ารายวัน ที่ส่วนใหญ่แล้วมักจะคุ้นเคยการปล่อยเช่าห้องเช่า คอนโด บ้าน อพาร์ทเมนต์กันแบบรายเดือน แต่ถ้าหากทำเลที่ตั้งนั้นๆเป็นท่ต้องการ มีผู้คนสัญจรไปมาจำนวนมาก เป็นเมืองท่องเที่ยว ก็สามารถที่จะปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นที่พักรายวันเพื่อที่จะตอบโจทย์คนที่ต้องการความสะดวกสบายแต่ไม่เน้นราคาแพง เพียงแค่ลงทุนการตกแต่ง ให้สวยและน่าพักผ่อน แบ่งห้องเช่า ก็สามารถที่จะสร้างกำไรได้เป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว

นอกเหนือจากนี้ยังการลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนแบบเก็งกำไร การลงทุนโดยการเป็นผู้ประกอบการ การลงทุนแบบซ่อมแซม รีโนเวทและขาย การลงทุนกับผู้ลงทุนรายใหญ่หรือการลงทุนกับกองทุน เรียกได้ว่าเป็นช่องทางในการลงทุนที่ดีเยี่ยมและหลากหลาย เหมาะสำหรับนักธุรกิจอย่างแท้จริง

โทรศัพท์มือถือ Google pixel

Google pixel

โทรศัพท์มือถือ Google pixel เป็นโทรศัพท์มือถือที่หลายคนนิยมและให้ความสนใจกันเป็นอย่างมากเลยทีเดียว แต่ก็มีคนจำนวนมากเช่นกันที่ไม่รู้จัก โทรศัพท์มือถือ Google pixel ที่ใครๆต่างยกให้เป็น สมาร์ทโฟนที่ฉลาดที่สุดในปี 2017 และพัฒนาศักยภาพและความน่าสนใจต่อเนื่องมาจนถึง 2018  จนอยากที่จะจับจองเป็นเจ้าของกันอย่างมาก โดยหลังจากที่ทาง Google ได้ยุติการนำเสนอสมาร์ทโฟนซีรีส์ Nexus แล้ว ก็ได้ปรับเปลี่ยน พัฒนานำเสนอ ซีรีส์ Pixel ออกมา โดยที่มีเป้าหมายเพื่อจะขยายตลาดให้กว้างขึ้น ไม่ใช่แค่เพียงนักพัฒนาหรือผู้ที่ชื่นชอบเท่านั้น ส่งผลให้โทรศัพท์มือถือ Google pixel มีรูปแบบที่อยู่ในระดับพรีเมี่ยมและเต็มไปด้วยความน่าสนใจมากมาย

สำหรับสิ่งที่หลายคนคงเห็นไปแล้วกับประสิทธิภาพที่น่าสนใจอย่างยิ่งของ โทรศัพท์มือถือ Google pixel รุ่น Google Pixel 2 และ Pixel 2XL  ที่สานต่อมาจาก Google Pixel and Google Pixel XL ของปี 2016 ที่ต้องบอกเลยว่าตัวนี้มีระบบ AI ที่น่าทึ่งและกล้องถ่ายรูปที่เรียกได้ว่าทำเอาในโลกออนไลน์ต่างติดแฮชแท็ก #TeamPixel2 กันเลยทีเดียว  เพราะ Google pixel นั้นมีความโดดเด่นในการเรื่องถ่ายภาพและฟีเจอร์โดนๆมากมายที่ทำเอาผู้ใช้มือถือต่างจับจ้องและอยากที่จะเป็นเจ้าของกันเลยทีเดียว

Google pixel

Google pixel ถ่ายรูปได้อย่างยอดเยี่ยม

Google pixel รุ่น Pixel 2 เป็นสมาร์ทโฟนที่เรียกว่าจุดเด่นอยู่ที่เรื่องกล้องเลยทีเดียว หลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าโทรศัพท์มือถือ Google pixel สามารถที่จะถ่ายรูปได้สวยจนไม่เชื่อว่าถ่ายจากสมาร์ทโฟน โดย Google pixel 2 มาพร้อมกับกล้องหลังเลนส์เดี่ยว ที่มีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล มีค่ารูรับแสงอยู่ที่ f/1.5 รวมไปถึงเทคโนโลยี Dual Pixel และ HDR+ มีระบบกันสั่น อีกทั้งยัง Google pixel 2 ยังมีการนำระบบ AI เข้ามาช่วยคัดกรองวัตถุประสงค์สำหรับการถ่ายภาพ มีรูปแบบการใช้งานที่ดีเยี่ยม คุณสามารถถ่ายรูปออกมาได้โดยไม่ต้องปรับแต่งใดๆเลย อีกทั้งยังการถ่ายวิดีโอยังมีระบบป้องกันภาพสั่นไหว สามารถที่จะจัดการรูปถ่ายทั้งหมดด้วย Google Photo

Google pixel แบตเตอรี่อึด

Google pixel 2 มาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่มีความ 2700 mAh ที่คุณสามารถชาร์จแบตเตอรี่ 15 นาที แต่อยู่ได้นานถึง 7 ชั่วโมง แบตเตอรี่ของ Google pixel 2 นั้นมีค่าความจุมากกว่า iPhone8 ที่มีความจุเพียงแค่ 1821 mAh เท่านั้น

นอกเหนือจากนี้ Google pixel ยังมีระบบความจำภายในที่สามารถเลือกได้ทั้ง 64GB และ 128GB ที่คุณสามารถเก็บข้อมูลได้แบบจุดใจ อีกทั้งยัง Google ยังนำเสนอความสะดวกในการบันทึกข้อมูลผ่านทาง Google Photo หรือ Google Drive ที่ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถจัดการได้รวดเร็วและสะดวกอย่างมากเลยทีเดียว

การกำหนดกลุ่มเป้าหมายก่อนการประชาสัมพันธ์

การประชาสัมพันธ์

การประชาสัมพันธ์ (Public Relations) เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากสำหรับเจ้าของธุรกิจ บริษัท องค์กร หน่วยงานและห้างร้านต่างๆที่จะเป็นการเสริมความเข้าใจ สร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายผ่านทางการสื่อสาร ข่าวสาร  การสร้างคอนเทนต์ต่างๆเพื่อที่จะให้กลุ่มเป้าหมายเกิดทัศนคติที่ดีแก่องค์กร มุ่งหวังที่จะได้รับการสนับสนุน เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ เกิดความนิยม และมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการขายสินค้า การโฆษณาและกระจายข่าวสารต่างๆ ที่จะนำมาซึ่งความต้องการ ความสนใจและอยากจะซื้อขายนั่นเอง

 

ทั้งนี้ก่อนที่จะทำการประชมสัมพันธ์นั้น สิ่งที่เราจะต้องคำนึงก่อนเสมอก็คือ การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย  ที่คุณจะต้องเลือกและวางแผนให้สอดคล้องกับการประชาสัมพันธ์มากที่สุด เพราะถ้าหากคุณประชาสัมพันธ์ออกไปโดยที่ยังไม่รู้ว่าคุณต้องการจะสื่อสารกับใคร ต้องการกระตุ้นความสนใจจากใคร หรือต้องการเสียงตอบรับจากใคร ก็จะนำมาซึ่งการประชาสัมพันธ์ที่ไม่ได้ผล แต่ถ้าหากคุณมีการวางแผนและกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนก่อนการประชาสัมพันธ์ให้ตรงจุด ก็จะนำมาซึ่งการกระจายข่าวสาร การประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ เช่น ถ้าหากคุณต้องการประชาสัมพันธ์ให้กับคนในกรุงเทพมหานคร แต่ไม่รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นใคร จะสื่อสารกับใคร ก็จะกลายเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ล้มเหลวและไม่เป็นผลถึงแม้จะมีประชากรมากก็ตาม แต่ถ้าหากคุณกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้แน่ชัด ก็สามารถที่จะกำหนดตลาดได้ชัดเจนขึ้น นำมาซึ่งการประชาสัมพันธ์ที่ได้ผล ได้รับเสียงตอบรับจากคนที่สนใจนั่นเอง

การประชาสัมพันธ์

สำหรับการกำหนดกลุ่มเป้าหมายก่อนการประชาสัมพันธ์นั้นก็สามารถที่จะใช้หลักการได้หลายรูปแบบ ดังต่อไปนี้

  • การกำหนดกลุ่มเป้าหมายตามภูมิศาสตร์

เป็นการกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ตรงตามพื้นที่ที่อยู่ เพื่อที่จะตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่นั้นๆ เช่น จังหวัด อำเภอ ภูมิภาค ประเทศ รวมไปถึงลักษณะของบ้าน คอนโดมิเนียม เป็นต้น

  • การกำหนดกลุ่มเป้าหมายตามหลักจิตวิทยา

เป็นการกำหนดโดยแบ่งตามเกณฑ์การดำเนินชีวิต บุคลิกภาพ ความชอบ เช่น ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ร้านอาหารที่ชอบ รสชาติอาหารที่ชอบ กิจกรรมที่ชอบทำ สีที่ชอบ เป็นต้น

  • กำหนดกลุ่มเป้าหมายตามหลักพฤติกรรม

เป็นการกำหนดผ่านทางฤติกรรมของผู้บริโภค ที่จะยึดหลักความนิยม ความรู้ ปฏิกิริยาตอบสนอง ความพร้อมในการซื้อ เช่น ช่วงเวลาในการซื้อของ ความถี่ในการซื้อของ ความสนใจพิเศษ หรือทัศนคติที่มีต่อองค์กรหรือสินค้าประเภทนี้นั่นเอง

  • กำหนดกลุ่มเป้าหมายตามหลักประชากรศาสตร์

เป็นการแบ่งกลุ่มเป้าหมายตามชนชั้นทางสังคม อาชีพ อายุ เพศ รายได้

ถ้าหากคุณสามารถที่จะวิเคราะห์สิ่งเหล่านี้ออกมาเป็นกลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการได้ เช่น ต้องการที่จะประชาสัมพันธ์ให้แก่คนในกรุงเทพมหานคร ที่มีอายุตั้งแต่  18 – 23 ปี อาชีพ นักศึกษา ชื่นชอบการท่องเที่ยว ก็สามารถที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายและก่อให้เกิดการประชาสัมพันธ์ที่ได้ผลและมีประสิทธิภาพนั่นเอง

 

โปรโมชั่นไม่ใช่แค่การลดราคาสินค้าหรือบริการ

Promotion

สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับในการทำการตลาดและประกอบธุรกิจสินค้าและบริการเลยก็คือ การส่งเสริมการขายหรือ Sales Promotion หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า โปรโมชั่น ที่จะช่วยเพิ่มจากกลุ่มเป้าหมายในการประกอบธุรกิจมากยิ่งขึ้น โปรโมชั่นนั้นจะช่วยดึงดูดความสนใจลูกค้าใหม่ และรักษาลูกเก่าให้คงอยู่นานๆ เป็นการส่งเสริมให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าและบริการในปริมาณมาก ยกระดับและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับโปรโมชั่น รวมไปถึงเป็นการทำโฆษณาและสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางอีกด้วย

Promotion

โดยโปรโมชั่นที่เราสามารถพบได้บ่อยมากที่สุดเลยก็คื การลดราคาสินค้าหรือบริการ ที่ไม่ว่าจะเป็นการลดเป็นจำนวนเปอร์เซนต์ การลดเป็นจำนวนเงินหรือราคา เช่น ลดราคาบริการ 30% หรือ ลดราคาจากสินค้า 199 บาทเหลือเพียง 100 บาท ที่เป็นการเอากำไรน้อยแต่ขายได้เยอะจริง แต่ทั้งนี้การจัดโปรโมชั่นนั้นไม่ใช่แค่การลดราคาสินค้าหรือบริการเท่านั้น เพราะถ้าหากลดราคาหรือแจกมากจนเกินไป ก็อาจจะเป็นการเหนื่อยเปล่าและเข้าเนื้อคุณ เนื่องจากการลดราคาเป็นการที่จะต้องยอมเอากำไรน้อยลง อีกทั้งยังมีผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์และความไม่เชื่อมั่นในการธุรกิจอีกด้วย

 

ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้าหรือบริการจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีหรือสร้างผลเสียให้กับธุรกิจ เพราะถ้าหากคุณเลือดลดราคาสินค้าและบริการอย่างมาเหมาะสม อยู่ในเกณฑ์ที่พอดี ไม่มากหรือบ่อยจนเกินไป ก็จะทำให้มีฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นและมั่นคง แต่ถ้าหากจัดโปรโมชั่นลดถี่จนเกินไปก็จะทำให้ลูกค้าเกิดความสงสัยถึงคุณค่า มูลค่าของสินค้าและบริการจนทำให้ลดลงและมีโอกาสยากที่จะกลับไปขายในราคาเดิมได้เหมือนก่อน

 

ทั้งนี้นอกจากการจัดโปรโมชั่นลดราคาแล้ว ก็ยังมีอีกหลายรูปแบบที่น่าสนใจและมีข้อดีไม่แพ้กันก็คือ โปรโมชั่นการ “แลก” ที่เราจะเห็นได้จากร้านสะดวกซื้อ ร้านเครื่องดื่มต่างๆที่จะเป็นการสะสมแต้มเพื่อแลกสินค้าหรือบริการฟรี รวมไปถึงของรางวัลต่างๆ หรือแลกเพื่อที่จะลดราคาสินค้า เช่น ร้านกาแฟ ซื้อเครื่อง 2 แก้ว แก้วที่ 3 ลด 50% เป็นต้น เป็นโปรโมชั่นที่จะช่วยให้คุณได้รับความสม่ำเสมอจากการซื้อของลูกค้า แม้จะไม่ได้ผลกำไรในระยะเวลาอันสั้น แต่ก็ได้ประโยชน์ในระยะยาว

 

นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นการที่เราสามารถเลือกของในร้านที่มีราคาไม่แพง หรือราคาสูงตามต้องต้องการมาร่วมสนุก โดยจำกัดจำนวนรางวัลสินค้าและบริการ สุ่มแจกของหรือร่วมสนุกในการตอบคำถามที่จะช่วยเพิ่มความสนุกสนาน สร้างแรงกระตุ้นและทำให้ลูกค้าเข้ามาเยี่ยมเว็บไซต์หรือแฟนเพจเรามากขึ้นอีกด้วย

วิธีเตรียมตัวอ่านหนังสือเพื่อพิชิตคะแนน ielts

การสอบภาษาอังกฤษไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอีกต่อไปเนื่องจากในปัจจุบันนี้มีเครื่องมือที่ใช้สะดวกสบายด้วยเทคโนโลยีซึ่งเข้ามามีบทบาทสำคัญช่วยทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น รวมถึงการสอบภาษาอังกฤษ เริ่มต้นจากผู้ที่ไม่มีพื้นฐานเลยก็สามารถสอบภาษาอังกฤษได้คะแนนที่ดีขึ้นได้ด้วยตัวเอง

สำหรับ ieltsคือ การสอบวัดผลภาษาอังกฤษที่ได้รับความนิยมเนื่องจากเป็นการสอบภายใต้มาตรฐานสากลโดยคะแนนมีความน่าเชื่อถือ สามารถนำไปใช้ในการสมัครสอบเข้าเรียนระดับปริญญาโทในต่างประเทศได้ทั่วโลก

สอบ ielts

สำหรับวิธีการอ่านหนังสือเพื่อพิชิตคะแนนสอบ ielts สำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานก็สามารถผ่านจุดนี้ไปได้ด้วยการเตรียมตัวที่ดีก่อนเข้าสนามสอบจริง สำหรับการทดสอบจะแบ่งออกเป็นการสอบวัดผลด้านการพูด การเขียน การอ่าน การฟัง โดยทั้ง 4 ส่วนผู้สอบจะต้องทำผลคะแนนออกมาให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานจึงจะทำให้ผลคะแนน ielts สามารถนำไปใช้สมัครเรียนปริญญาโทตามเกณฑ์ที่กำหนดได้

สำหรับใครที่ไม่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษเลยสามารถเริ่มได้จากการหาข้อมูลใน YouTube ซึ่งมีลิงค์การสอนภาษาอังกฤษตั้งแต่เริ่มต้น เรียกได้ว่าตั้งแต่ชั้นอนุบาลเลยทีเดียวช่วยทำให้ผู้ที่ไม่เคยเรียนภาษาอังกฤษมาก่อนสามารถศึกษาได้ หลังจากนั้นทำการทบทวนและฝึกฝนเป็นประจำจะทำให้เราเข้าใจหลักการใช้และมีพัฒนาการทางด้านภาษาอังกฤษที่ดี

ระหว่างที่เราศึกษาผ่านการเรียนจาก YouTube ควรทำการท่องศัพท์ตามไปด้วยโดยจะต้องท่องศัพท์อย่างน้อย 10 คำต่อวัน เพื่อให้เรามีคำศัพท์นำไปใช้งานได้สะดวก  เมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำการทบทวนเนื้อหาภาษาอังกฤษศัพท์คำไหนที่เราแปลไม่ได้ให้จดไว้และท่องคำศัพท์นั้นทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆจะทำให้เราจดจำคำศัพท์ได้มากขึ้น

 

แม้ว่าบทความภาษาอังกฤษที่เรากำลังอ่านนั้นไม่สามารถแปลออกมาได้ทั้งหมดแต่การมีศัพท์เราที่เข้าใจจำนวนมากจะช่วยทำให้เราสรุปจับใจความข้อมูลเหล่านั้นได้ดี สำหรับการฝึก writing เพื่อใช้สอบ ielts ควรแบ่ง Pattern ให้มี คำนำ เนื้อหา และสรุป ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของการเขียนที่ดีเพื่อให้คนอ่านเข้าใจและเราควรฝึกการเขียนอย่างน้อย 1 ถึง 2 ชั่วโมงต่อวันเพื่อให้เกิดความคุ้นเคยในการใช้รูปประโยค

โดยทุกขั้นตอนจะต้องทำการเรียนและทบทวนอย่างมีระเบียบวินัยและมีความอดทน เพื่อให้ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้เราสามารถค้นหาตัวอย่างข้อสอบ ielts เพื่อใช้เป็นแนวทางในการฝึกเพื่อให้เกิดความเข้าใจ  สำหรับผู้ที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษอาจจะกังวลเรื่อง grammar  เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาในการทำความเข้าใจมากกว่าผู้ที่มีพื้นฐาน แต่จริงๆแล้วกลับมาไม่ใช่เรื่องที่สำคัญมากที่สุดสำหรับการเรียนภาษาอังกฤษเพราะการสื่อสารให้ผู้ฟังเข้าใจเป็นเรื่องที่สำคัญมากยิ่งกว่า

Credit : https://www.ielts.idp.co.th/

การเตรียมตัวก่อนไปทัวร์สแกนดิเนเวีย

การเตรียมตัวก่อนไปทัวร์สแกนดิเนเวีย

ต้องบอกเลยว่าการทัวร์สแกนดิเนเวีย ดินแดนแห่งการท่องเที่ยวในฝันของใครหลายคนนั้นมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เดินทางแวะเวียนไปเยี่ยมชมอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการทัวร์นอร์เวย์พระอาทิตย์เที่ยงคืน ทัวร์ไอซ์แลนด์ ทัวร์ฟินแลนด์และประเทศต่างๆที่ล้วนแต่สวยงามและน่าไปท่องเที่ยวอย่างยิ่ง และสำหรับผู้ที่มีโปรแกรมทัวร์สแกนดิเนเวีย แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร และกำลังกังวลว่าควรเตรียมตัวอย่างไร วันนี้เราเคล็ดลับดีๆกับการเตรียมตัวก่อนไปทัวร์สแกนดิเนเวียเพื่อที่จะทำให้คุณเที่ยวสแกนดิเนเวียได้อย่างราบรื่นและสนุกอย่างเต็มที่ที่สุด

 

1.ควรศึกษาเรื่องสภาพอากาศในการทัวร์สแกนดิเนเวียก่อนทุกครั้ง ถ้าหากเดินทางในช่วงหน้าร้อน ไม่ควรที่จะนำเสื้อกันหนาวไปเยอะมากนัก เนื่องจากกลางวันกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียจะมีสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อน และจะหนาวเย็นในช่วงตอนกลางคืน แต่ในช่วงฤดูหนาวนั้นควรที่จะเช็คสภาพอากาศทุกครั้งและเตรียมเสื้อผ้าและอุปกรณ์ต่างๆให้ครบ ทั้งเสื้อโค๊ตหนาๆ,ถุงมือถุงเท้า,หมวกไหมพรม และอื่นๆอีกมากมายเพื่อช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย และพร้อมรับมือกับอากาศหนาวๆที่ต้องเจอ นอกจากนี่การไปเที่ยวนอร์เวย์ตามเมืองต่างๆนั้น อย่าลืมที่จะเตรียมเสื้อกันฝนติดไปด้วยเนื่องจากที่เมืองแถบตะวันตกนอร์เวย์จะมีฝนตกตลอดทั้งปี หรือประมาณ 260 วันต่อปี

 

2.กลุ่มประเทศแกนดิเนเวียนั้นจะเป็นประเทศที่อนุรักษ์ทรัพยาการธรรมชาติและมีค่าครองชีพที่สูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำดื่มที่จะมีราคาแพงพอสมควร แต่ก็สามารถที่จะแก้ไขได้ด้วยการดื่มน้ำก๊อกสาธารณะที่มีไว้บริการอยู่ จะสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างมาก

 

3.สำหรับการใช้อินเทอร์เน็ตนั้นควรศึกษาเรื่องการเปิดซิมของที่ประเทศนั้นๆหรือเรื่องไวไฟแบบพกพา เพราะการเปิดดาต้า โรมมิ่งจะค่อนข้างมีค่าใช้จ่ายสูงพอสมควร หรือถ้าหากไปกับคณะทัวร์สแกนดิเนเวียก็สามารถที่จะสอบถามถึงรายละเอียดที่จะสะดวกมากกว่า

 

4.สิ่งที่ห้ามพลาดในการเที่ยวสแกนดิเนเวียก็คือการรับประทานอาหารท้องถิ่นที่หลากหลายในแต่ละประเทศ รสชาติดี แปลกใหม่และน่าลิ้มลองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านอาหารทะเลและอาหารพื้นเมืองที่ทั้งอร่อยและสดจริงๆ เรียกได้ว่าไม่ควรพลาดเลยทีเดียว

 

5.สำหรับด้านการสื่อสารนั้นไม่น่ากังวลมากนัก เพราะคนในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียสามารถที่จะสื่อสารภาษาอังกฤษได้พอสมควร อีกทั้งยังมีความเป็นมิตร จิตใจดี และสามารถที่จะช่วยแนะนำและพูดคุยกับคุณได้เป็นอย่างดี

 

และนี่ก็เป็นข้อควรรู้ก่อนเที่ยวสแกนดิเนเวียที่จะทำให้คุณท่องเที่ยวได้อย่างราบรื่น สนุกสนานและไร้กังวล พร้อมไปพบกับประสบการณ์การท่องเที่ยวที่จะทำให้คุณประทับใจไม่รู้ลืมแน่นอน

เทคโนโลยีในปี 2018

เทคโนโลยีในปี 2018

เรียกได้ว่าปี 2018 นี้เป็นแห่งเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเลยทีเดียว เนื่องจากปีนี้เราจะได้เทคโนโลยีใหม่ๆที่มีความพร้อมและกำลังจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ในการทำงาน ทำธุรกิจและกิจกรรมต่างๆมากยิ่งขึ้น โดยทั้งหมดจะเน้นให้เหมาะสมกับคนยุคใหม่มากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นเราจึงได้ทำการรวบรวม เทคโนโลยีในปี 2018 ที่คนทำธุรกิจและหนุ่มสาวชาวไอทีไม่ควรพลาดการติดตามในปีนี้เลยทีเดียว จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง ไปดูกัน

 1.QR Code Payment

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าจับตามองอย่างยิ่งเลยทีเดียวสำหรับ QR Code Payment หรือการใช้จ่ายและทำธุรกรรรมทางการเงินผ่านทางโทรศัพท์ และมือถือ ที่ทางภาครัฐและองค์กรได้ส่งเสริมให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสดซึ่งการชำระเงินผ่านทาง QR Code Payment นั้นทางผู้ให้บริการการเงิน ธุรกิจ ร้านค้าต่างๆจะสามารถนำไปใช้ในการชำระเงินค่าสินค้าและบริการได้ เรียกง่ายๆก็คือ คุณจะได้เห็น QR Code Payment วางอยู่ทุกแห่งหนในประเทศไทยไม่เว้นแม้แต่ร้านโชห่วยและในตลาดนัด จากนั้นคุณก็แค่หยิบโทรศัพท์มือถือเข้ามาสแกน QR Code ชำระเงินได้แบบง่ายๆ การช่วยจัดแจงระบบบัญชีและลดต้นทุน เพิ่มฐานลูกค้าให้กับธุรกิจต่างๆ อีกทั้งยังช่วยให้ผู้คนใช้สอบจับจ่ายได้อย่างสะดวกรวดเร็วอีกด้วย เชื่อว่าในปี 2018 นี้ QR Code Payment จะกระจายและเข้าถึงคนไทยทั่วประเทศแน่นอน

2.Blockchain

ในปี 2017 ที่ผ่านมานั้นเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งปีทองของ Blockchain  เลยทีเดียว เนื่องจากได้มีการนำมาใช้ในการปรับโครงสร้างขนาดใหญ่ของการเงินธุรกิจและภาครัฐ Blockchain สามารถที่จะตอบโจทย์ใหม่ๆและมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ และในปี 2018 นี้จะมีการ Blockchain ในหลายๆระบบมาทำงานร่วมกัน มีการปรับเปลี่ยนและพัฒนามากยิ่งขึ้น คุณจะได้เห็นถึงวิวัฒนาการของมันอันเกิดจากแนวคิดใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นคุณควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Blockchain ที่จะช่วยทำให้สามารถเรียนรู้และศึกษาเทคโนโลยีต่างๆที่เกิดขึ้นในอนาคตที่จะมีรากฐานของ Blockchain ที่จะมาซึ่งธุรกิจที่มีการพัฒนาต่อยอดมากยิ่งขึ้น

3.Machine Learning

Machine Learning คือการเรียนรู้ของเครื่องที่เป็นอีกหนึ่งส่วนของระบบปัญหาประดิษฐ์ Artificial Intelligence หรือ AI สามารถที่จะเรียนรู้ถึงข้อมูลต่างๆได้ง่าย สามารถที่จะทำนายผลและคาดการณ์สิ่งที่อาจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยใช้หลักการทางคณิตศาสตร์ แทนที่จะทำงานตามคำสั่งของมนุษย์ผู้ป้องข้อมูลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งปัจจัยที่ทำให้มีการพัฒนาระบบ Machine Learning ขึ้นมาให้มีศักยภาพมากขึ้นนั่นคือเรื่องของฮาร์ดแวร์ประมวลผล และ ข้อมูล ที่ทางบริษัทไอทีระดับโลกต่างให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเพื่อที่จะเก็บข้อมูลต่างๆของผู้ใช้บริการ

เทคโนโลยีในปี 2018 2

โดยระบบ Machine Learning ได้มีการนำมาประยุกต์ใช้ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะกับทาง Google และ Apple  ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาคุณภาพของภาพถ่ายที่มีการเก็บเกี่ยวข้อมูลของภาพถ่ายเพื่อประมวลผลเพื่อที่จะได้ความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงระบบการสั่งงานด้วยเสียงที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น สามารถที่จะรองรับคำสั่งเสียบงได้หลายภาษา คำแนะนำในการบอกเส้นทางแผนที่ แนะนำวิดีโอที่คุณชื่นชอบและในแบบที่คุณฟังเป็นประจำจาก Youtobe รวมไปถึงระบบ Machine Learning ที่ทาง Apple ได้นำมาสร้างความโดดเด่นให้กับสินค้า เห็นได้ชัดจากระบบ Face ID ของ iPhone X ระบบจดจำใบหน้าที่เรียกได้ว่ามีประสิทธิอย่างมาก สามารถที่จะจดจำโครงของผู้งานได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วอีกด้วย

 

เรียกง่ายๆก็คือในปี 2018 นี้คุณจะได้เห็นระบบ Machine Learning ที่มีการพัฒนาและลูกเล่นใหม่ๆออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการและเรียนรู้ประมวลผล เพื่อต่อยอดในการสร้างสินค้าและบริการ

4.Artificial Intelligence

Artificial Intelligence หรือ AI เรียกได้ว่าปี 2018 นี้ AI จะต้องกลายมาเป็นเทคโนโลยีหลักของโลกที่ใช้ในการเป็นศูนย์กลางของธุรกิจและนักพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆที่สามารถจะเรียนรู้ ตอบโต้และปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆได้อย่างอัตโนมัติ อีกทั้งยังช่วยในการปรับรูปแบบเพื่อการทำธุรกิจ ประสบการณ์ของลูกค้า และช่วยเป็นสื่อกลางในการตัดสินใจ จะเห็นได้จากการ Machine Learning ที่บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ได้นำมาประยุกต์และพัฒนา เรียกได้ว่าปีนี้เราจะเห็น AI เข้าไปมีส่วนร่วมกับเทคโนโลยีต่างๆที่น่าสนใจแน่นอน

 5.เงินดิจิตอล

หลังจากที่ได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยมาในช่วงระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่าน ปี 2018 นี้เราจะได้เห็นสกุลเงินออนไลน์ หรือ Crypto currency เป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้นจากความร้อนแรงของ Bitcoin ที่มีราคาพุ่งสูงและกระแสตอบรับดีขึ้นอย่างมากในปีนี้จนทำให้นักลงทุนจำนวนมากอยากที่จะเข้ามาศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับเงินดิจิตอลที่จะไม่ได้อยู่แค่เพียงกลุ่มเล็กๆเท่านั้น แต่กำลังที่จะขยายออกไปอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้เราอาจจะได้เห็นร้านค้าธุรกิจต่างๆที่ยอมรับสกุลเงินดิจิตอลมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

 

และนี่ก็เป็นเทคโนโลยีในปี 2018 ที่จะเข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตของทุกคนมากยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ของความสะดวกสบาย การพัฒนาศักยภาพของเทคโนโลยีต่างๆในการทำงาน สื่อสาร รวมไปถึงการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มช่องทางในการสร้างรายได้ เพราะฉะนั้นเราจึงควรศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับเทรนด์เทคโนโลยีเหล่านี้อยู่เสมอ เพื่อที่จะสามารถวิ่งตามโลกให้ทันและใช้ประโยชน์จากมันให้มากที่สุด

แนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 2018

เรียกได้ว่าในปัจจุบันนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากนักธุรกิจ นักลงทุนและบุคคลทั่วไป นำมาซึ่งการติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพื่อใช้ประกอบความรู้และการดำเนินกิจการต่างๆ และต่อมาในปี 2018 ที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ยังอยู่ในความสนใจของคนเป็นจำนวนมากที่อยากจะรู้ถึงข้อมูลต่างๆ ใน 2018 ว่าเป็นอย่างไรบ้าง มีทิศทางที่ดีขึ้นหรือมีอะไรที่ต้องระวังตัวบ้าง จะได้เห็นสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นหรือเปล่า  แล้วอสังหาริมทรัพย์รูปแบบไหนจะได้ความนิยมบ้าง ฉะนั้นไปทำความเข้าใจและศึกษารายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้กัน

 แนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 2018

สถานการณ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 2018

สำหรับในปี 2018 ทางศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้ทำการประเมินสถานการณ์ของที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในปีนี้ และคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนมากกว่า 2.7 แสนยูนิต โดยคิดเป็นสัดส่วนของที่อยู่อาศัยแนวราบอยู่ที่ 55.8 เปอร์เซ็นต์ หรือ 1.57 แสนยูนิต คอนโดมิเนียมหรือห้องชุดอยู่ที่ 44.2 เปอร์เซ็นนต์ หรือ 1.22 แสนยูนิต โดยที่อยู่อาศัยที่จะอยู่ในตลอดอสังหาริมทรัพย์มากที่สุดก็คือ คอนโดมิเนียมหรือห้องชุด และรองลงมาคืน ทาวน์เฮ้าส์ ถัดมาเป็น บ้านเดี่ยว และที่เหลือคือ อาคารพาณิชย์และบ้านแฝด

 

สำหรับอัตราการดูดซับหรือสถานการณ์ด้านการขายของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2018 นี้จะไม่มีจำนวนหน่วยเข้ามาเพิ่มภายในตลอด โดยได้คาดการณ์โดยเฉลี่ยไว้ว่าจะใช้เวลา 15 เดือนจึงจะขายหมด โดยตลาดบ้านแนวราบจะมีอัตราการดูดซับอยู่ที่ 17 เดือน ตลาดห้องชุดหรือคอนโดมิเนียมจะมีอัตราการดูดซับอยู่ที่ 13 เดือน ส่วนการประเมินสถานการณ์ทางตลาดของที่อยู่อาศัยภายในเขตกระเทพมหานครและปริมณฑลในปี 2018 นี้จะมีจำนวนกว่า 1.5 แสนยูนิต ซึ่งจะเป็นสัดส่วนที่อยู่อาศัยแนวราบ 48.2 เปอร์เซ็นต์ คอนโดอยู่ที่ 51.8 เปอร์เซ็นต์ที่จะได้ความนิยมมากที่สุดในเขตกรุงเทพ รองลงเป็นทาวน์เฮ้าส์ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และอาคารพาณิชย์ตามลำดับ

 

เทรนด์การซื้อและรวมกิจการ

ในปีนี้คุณจะได้เห็นถึงเทรนด์ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่จะมีการซื้อและรวมกิจการขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปีนี้ โดยในหนึ่งบริษัทสามารถที่จะร่วมลงทุนกับนักลงทุนหลายกลุ่มได้ โดยเราจะได้เห็นการร่วมทุนระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น และมีการผสมผสานในหลายๆอย่างมากขึ้น โดยจะมีการประกาศความร่วมมือให้เห็นกันอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น สำหรับภาษีที่ดินของทางรัฐบาลนั้นก็จะมีการประกาศบังคับใช้ตามกรอบเวลาปกติตามที่เคยประกาศไว้ และในส่วนที่มีการกู้ไม่ผ่านนั้นก็จะมีการเจรจากับทางบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่จะช่วยรองรับผู้กู้ไม่ผ่านให้สามารถที่จะกู้เงินซื้อบ้านได้มากยิ่งขึ้น โดยเราจะสามารถเห็นตลาดขนาดเล็กและขนาดกลางเข้ามามีจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้นอีกด้วย

 

รายใหญ่ครองตลาด

อย่างที่กล่าวไว้ว่า ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมานี้ได้มีเทรนด์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่น่าจับตามองเกิดขึ้นคือ มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนกับนักลงทุนไทยมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงปัจจัยด้านอื่นๆที่ส่งผลให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ยังคงครองตลอดอย่างต่อเนื่องและสูงขึ้นในปี 2018 โดยทำเลที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือในส่วนที่เป็นรถไฟฟ้าพร้อมทั้งยังมีออกแบบให้ทันสมัยและมีดีไซน์ที่เล็กกะทัดรัดลงอีกด้วย โดยในปัจจุบันนี้ได้มีรายใหญ่ที่กำลังครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 12 รายแรกอีกทั้งยังมีเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากมีความพร้อมหลายๆด้านทั้งเรื่องภาพลักษณ์ แบรนด์ เงินทุน ความสามารถในการทำตลาด

แนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 2018 2

 

ตลาดคอนโดมิเนียม

ในส่วนตลอดคอนโดฯ ในปี 2018 นี้จะมีการเติบโตมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากมีรถไฟฟ้าสายๆต่าง ปัญหาการหดตัวเมื่อเกิดน้ำท่วม โดยคอนโดฯ สามารถที่จะขายได้อย่างต่อเนื่องแม้จะไม่มีอนุญาตก็ตาม แม้กระทั่งแบรนด์ขนาดเล็กหรือขนาดกลางก็สามารถที่จะเข้ามาทำตลาดได้ เรียกได้ว่าเป็นสัญญาณที่ดีอย่างมากโดยเราจะเห็นว่าในปัจจุบันนี้ได้มีการแบ่งส่วนตลาดที่ไม่จำกัดเฉพาะรายใหญ่เพียงอย่างเดียวแต่ยังมีรายเล็กรายใหญ่ร่วมกันไป แต่ทั้งนี้ก็ต้องทำความเข้าใจไว้ว่ารายใหญ่ได้ครองตลาดไปกว่า 70 เปอร์เซ็นต์แล้ว

 

นอกจากนี้ตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานคร ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องทำเลที่ตั้งเป็นหลักเนื่องจากมีการพัฒนาและปรับปรุงมากยิ่งขึ้น จึงทำให้ราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้น ทำให้มีการพัฒนายูนิตให้เล็กลงเนื่องต้นทุนที่แพง แต่ก็อยู่ในราคาที่ลูกค้ารับได้ โดยจะตกอยู่ที่ยูนิตละ 2-4 ล้านบาท เรียกได้ว่าปีนี้ถึงแม้ราคาที่ดินจะสูงขึ้นแต่ก็สามารถขายคอนโดได้ในราคาที่มากยิ่งขึ้น

 

และสิ่งที่กำลังมาแรงต่อจากธุรกิจคอนโดมิเนียมเลยก็คือทาวน์เฮ้าส์ที่จะสามารถเข้ามาตอบโจทย์มนุษย์เงินเดือนได้มากยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องของทำเลที่ตั้ง ความสะดวก และตัวเลือกอื่นๆที่ได้มีพัฒนาให้น่าซื้อขายและเป็นที่ถูกใจของคนยุคใหม่มากยิ่งขึ้น เราจะได้เห็นการพัฒนาทาวน์เฮ้าส์ให้ดูสวยโดดเด่นไม่แพ้บ้านเดี่ยวเลยทีเดียว

 

 

และนี่ก็เป็นแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัยพ์ 2018 ที่จะช่วยทำให้คุณได้ทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2018 นี้ไปต่อยอดกับการลงทุนและทำธุรกิจพร้อมทั้งหาช่องทางในการเติบโต